ทำครัวไม่เหมือนต่อเลโก้

by m3rLinEz 13. November 2011 14:56

น้ำท่วมพาเหตุการณ์สำคัญมาให้ผมอีกเรื่องนึง คือ ข้าวกล่องแดง 7-11 หมดเกลี้ยง หยุดผลิต!

ข้าวกล่องแดงนี่อร่อยกว่าแบบแช่แข็งมามากๆ พอจะรู้ว่าผงชูรสคงเยอะ แต่ก็เป็นมื้อเย็นกินกันหิวสำหรับผมมาได้หลายเดือนแล้ว

พอมันหายไป ผมเลยต้องมองหาอย่างอื่นมาทดแทน ซึ่งก็ไม่ได้หายากอะไรเพราะนอกจาก 7-11 ใต้คอนโดยังมี Max-Value ที่เป็นซูเปอร์มาเปิดใหม่ไม่นาน มีอาหารปรุงเสร็จใส่กล่องขายด้วย

พวกข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว ข้าวผัด blah blah มีหมด … เสียอย่างเดียวคือรสชาติมันพอๆกับข้าวที่ศูนย์ฝึก ร.ด. แค่นั้นเอง = =’’

อีกอย่างที่ขายคือพวกของสด เป็น ปลาแซลมอน ปลาดอรี หอยลาย พอร์คชอป กุ้งสด ใส่เป็นห่อๆขาย ที่ต้องทำคือเอามาทำให้สุกซักวิธี ที่ผมทำได้คือ microwave หรือไม่ก็ทอดกับเตาไฟฟ้า (ซึ่งยังไม่เคยใช้เลยเพราะปกติเวฟเอาตลอด)

ก็เลยลองทอดดู มันจะมีอะไรยาก เอามาทอดๆ ปรากฎว่าสนุกดีอะ ทำกินไปหลายอย่างเลย ทั้งแบบที่หน้าตามันดูกินได้ และดูกินไม่ได้ …

301089_10150346633527257_637427256_8542827_10672384_n  8f0498bc086d11e19896123138142014_7

พอเริ่มทอดคล่องแล้ว (หลายวัน) อยากลองของยากขึ้นฮะ แล้วไปเจอวิดิโอสอนทำคาโบนาราใน Youtube พอดีด้วยความบังเอิญ

http://www.youtube.com/watch?v=B47U6ff7SY8&feature=feedf_more

ไอ่คนในวีดิโอบอกว่าทำง่ายซะด้วย! เอาวะ ลองซะหน่อย ดูในวิดิโอก็ไม่เห็นจะยากตอนไหนเลย

ก็เลยไปหาของมาให้ครบๆ ดังต่อไปนี้

  1. เส้นสปาเกตตี (แน่นอน ต้องมี)
  2. หัวหอมใหญ่
  3. ไข่
  4. เบคอน
  5. พริกไทยดำ
  6. เกลือ
  7. พาเมซานชีส (แพง maxxx เกือบหาไม่ได้)
  8. วิปครีมเหลว (อันนี้ก็แพงเหมือนกัน)

วันแรกที่ทำยังไม่มี วิปครีมเหลว แต่ว่ามีซอสผัดอย่างอื่นที่น่าจะใช้แทนได้ เลยลองดันทุรังทำดูซักหน่อย ปรากฎว่าแง่งออกมาเป็นผัดหมี่ = =’’ แดมมม

 Photo Nov 08, 9 11 02 PM

วันที่สอง ไปแสวงหาอุปกรณ์มาจนครบละ “ผมชื่อแก๊น วันนี้ผมพร้อมมาก และหิวมาก” (เลียนแบบใครหว่า) เลยจัดหนักเอาเส้นมาซะเยอะเลย วิปครีมก็เยอะ ใช้ชีสเยอะ ทุกอย่างเยอะ แต่ก็ไม่คิดว่าพอลวกเส้นเสร็จมันจะออกมาเยอะขนาดนี้ = =’’ แดมมมม (2)

นอกจากเรื่องเส้นที่มากไปแล้ว ยังมีความผิดพลาดอื่นๆอีก (ที่เรียนรู้เองจากการลองทำ)

  • ใช้ไฟแรงเกินไป จนพวกเบคอนกับหอมสับห่อเหี่ยวหมด
  • พอไฟแรง ของในกระทะเริ่มแห้ง ก็ต้องเอาน้ำเปล่าเติม (ไม่มีน้ำซุป) ออกมาแฉะไปอีก
  • อัตราส่วนวิปครีมเทียบกับไข่ ใช้วิปครีมเยอะไป ตอนกินมีแต่รสวิปครีม เลี่ยนๆ
  • ใช้วิปครีมเยอะไปมากก จนท่วมเส้นได้ทั้งกระทะ กะผิด
  • ตั้งวิปครีมไว้บนเตาไฟแรงนานมากจนนมแยกออกจากน้ำมันชัดเจนเลยทีเดียว = =’

รูปข้างล่างมาจากวันที่สอง ออกมาเป็นไรไม่รู้ แต่ก็ฝืนๆกินจนทนไม่ไหว เลยเลิก - -‘

(เพิ่งเข้าใจประโยค Eat your own dog food จากการปฎิบัติจริง ก็วันนี้)

Photo Nov 12, 9 15 12 AM Photo Nov 12, 9 48 06 AM Photo Nov 12, 10 04 55 AM

ทำกินตอนเช้า ตอนบ่ายออกไปเที่ยวเล่นด้วยความพะอืดพะอม = = กะว่าจะเลิกทำคาโบไปอีกซักอาทิตย์

แต่วันนี้ตื่นมานึกไงไม่รู้ ทำอีกรอบ คราวนี้แก้ไขข้อผิดพลาดคราวที่แล้วคือ

  • ใช้เส้นน้อยลงมาก (คราวนี้นับเลยว่าใช้ 40 เส้น)
  • เพิ่มส่วนประกอบที่เป็นเบคอนทอดกรอบ (จะได้ดูดีขึ้นหน่อย + ดับความเลี่ยน)
  • ใช้วิปครีมน้อยลง ผสมไข่แล้วข้นๆเลย
  • ใช้ไฟอ่อนลงเยอะ
  • แยกหัวหอมออกมาส่วนนึงก่อน ไว้ค่อยใส่เข้าไปตอนหลัง จะได้กินหอมดิบๆบ้าง หวานๆดี
  • ตั้งวิปครีมบนกระทะแปร๊บเดียว แล้วเทลงจานเลย กลัวมันร้อนจนน้ำมันแยกตัวแบบคราวก่อน

ค่อนข้างพอใจกับผลที่ออกมาฮะ TvT พอรับประทานได้เลยทีเดียวเชียวล่ะ ..

Photo Nov 13, 12 08 31 PM

ที่น่าจะยากหลังจากนี้ คือ จะทำให้ได้ออกมาประมาณนี้แบบคงเส้นคงวายังไง แล้วถ้าต้อง scale (เช่นทำมาเสิร์ฟสองที่พร้อมกัน) จะ scale ได้มั้ย ..

เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่มากับเรื่องน้ำท่วม 2554 ฮะ ผมจะจำไว้

ปล. ราคาต้นทุนน่าจะสูงกว่ากินตามร้านแล้ว แดมมม (3)

Tags: , Category: Life | General

แบ่งเวลาไม่เป็น

by m3rLinEz 19. February 2011 11:06

สิ่งดึงดูดความสนใจบนโลกนี้มันเยอะเกินไปครับ

สมัยเด็กๆ ที่บ้านมีเครื่องเล่นเกมแฟมิคอมอยู่เครื่องนึง แน่นอนว่าเป็นความบันเทิงหนึ่งเดียวที่ผมชอบมาก! ถ้าเป็นตอนปิดเทอมก็จะเล่นเกมพวก Contra, Mario, หรือเกมในตลับรวมอย่างมีความสุขทุกวัน

แต่พอเริ่มเปิดเทอมแล้วผมจำไม่ได้ว่าทำไมที่บ้าน limit ให้เล่นได้เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และ enforce เรื่องนี้อย่างจริงจังมากกกก! เคยกลับมาแอบเล่นอยู่พักนึง แต่โดนจับได้ –*-

จำไม่ได้ว่าเพราะผลการเรียนไม่ดีรึเปล่าหรือยังไงซักอย่างนี่หล่ะก็เลยโดน limit เวลาแบบที่บอก แต่ผมคิดว่าเหตุผลหลักๆคงเป็นเพราะตอนเด็กๆเราแบ่งเวลาไม่เป็น มานั่งคิดดูถ้าตอนนั้นไม่โดน limit เรื่องพวกนี้ เวลาต้องหมดไปกับเกมส์แน่นอน

limit อันนี้มาอยู่ๆก็หายไปตอนประมาณผมอยู่ ป.4 – ป.6 ล่ะมั้ง จำไม่ได้แระ แต่ตอนนั้นก็เริ่มคิดได้อะไรได้บ้าง + เริ่มมีอย่างอื่นให้ pursue เช่นเรื่องการสอบเข้าหรือที่ตอนนั้นเริ่มชอบ math มากขึ้น อะไรพวกนั้น

โตขึ้นมาสมัยมัธยมต้น เริ่มจัดการชีวิตตัวเองได้ดีมากขึ้นมาก มานั่งคิดๆดูเป็นช่วงเวลาที่ทำอะไรก็สำเร็จๆ ตอนนั้นแบ่งเวลาได้ค่อนข้างดีมาก ต้องอ่านหนังสือสอบเข้า ม.ปลาย ก็ทำได้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมีใครมาไล่ให้ไปอ่านหนังสือมากมาย

สมัยมัธยมปลาย เริ่มได้ทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น เยอะขึ้น (แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่อง nerd) ความขยันอ่านหนังสือเรียนลดลง! ตอนนั้นมีเครื่องเกม PS2 ที่เคยอยากได้มาตลอด แต่สุดท้ายก็ได้เล่นเกมนับเป็นเกมคงไม่เยอะเท่า PS1 ส่วนนึงเพราะมันมีอย่างอื่นน่าสนใจ + บันเทิง ให้ทำเยอะกว่าก็เลยเลิกเล่นเกมไปเลย ก

ารแบ่งเวลานับว่าทำได้แย่ รู้สึกได้อ่านหนังสือสอบ Ent (รุ่นสุดท้าย) น้อยมาก มาเร่งอ่านเอาช่วงท้ายๆ โชคดีตกใส่หัวที่ได้โควต้าคอมตรงของโครงการโอลิมปิก ตอนเทอมสองเลยไม่ต้องอ่าน Ent แล้ว –/\- กราบขอบพระคุณ สสวท. และ Turbo C++ เวอร์ชันเถื่อน

สุดท้าย สมัยมหาลัย นับเป็นจุดต่ำสุดของการแบ่งเวลา!

  • ไม่เคยเข้าเรียนฟิสิกส์ 2 … เลย!
  • ไม่ยอมนั่งทำโจทย์เก่าวิชาพวก Calculus เกรดเลยออกมาเน่ามาก (แมวตรึม)! ถ้าอยากไปเรียนสาขาพวก Finance จะไม่ได้ไปก็เพราะไอ่ถั่วงอกพวกนี้แหละ
  • นอนดึก ตื่นเที่ยง เป็นปกติ
  • มีเหตุผลนับล้านให้โดดเรียน
  • ไม่สามารถใช้เวลาว่าง (คาบว่าง วันไม่มีเรียน) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
  • ทำตัวเหลวไหล บัดซบ

 

จนตอนนี้มาถึงช่วงการทำงาน แน่นอนว่าพอเริ่มทำงานปุ๊บก็ต้องปรับเวลาในชีวิตอย่างมาก

  • เวลาว่างที่เคยมีเยอะๆเหลือแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ + เย็น 5 วัน และให้ลาได้ปีละ 15 วัน
  • ต้องตื่น และไปทำงานเช้าขึ้น (อันนี้ก็ยังต้องพยายามปรับอยู่)

 

เวลาว่างที่เหลือน้อยลงเหล่านี้ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ยาก กลับมาจากที่ทำงานวันธรรมดา ถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่ม ก็ไม่อยากทำอะไรแล้ว (กลับช้าเพราะไปสาย) ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็อยากพักผ่อน … ด้วย internet!

เวลาถูกเผาไปด้วย pattern นี้นับปี … อันนี้เป็นจำนวนการค้นหาด้วย Google ของผม แบ่งตามชั่วโมง ของปีที่ผ่านมา

year

เห็นได้ชัดว่า ไอ่ผู้ชายคนนี้มันใช้ net อะไรเยอะแยะวะเนี่ย! แถมยังมีช่วง ตี 1 – 6 โมงเช้า เป็นจำนวนนึงอีก! อย่าลืมว่านี่มาจาก stat ของผู้ชายที่ทำงาน full-time ตลอดทั้งปี

จนเมื่อเร็วๆนี้เอง ผมเพิ่งย้ายเข้าไป condo ที่ไม่มี net ใช้ แน่นอนว่าเวลาตอนเย็นถูกใช้ไปกับอย่างอื่นที่ไม่ใช่ internet แน่นอน ที่ผ่านมาได้ทำ:

  • ออกกำลังกาย
  • อ่านหนังสือ (มากมายนับไม่ถ้วนใน Kindle)
  • เขียนโค้ด (แบบที่ไม่ต้องถาม Google ตลอดเวลา)
  • นอนฟังเพลง
  • ใช้เน็ตมือถือ (อ่าว เฮ้ย!!!)

 

ที่รู้สึกคือ เวลาผ่านไปอย่างมีคุณค่ามากขึ้น เหมือนกับตอนนี้ มีคนมาคุมเวลาให้อีกครั้งแบบในสมัยเด็กๆ (ว่าวันธรรมดาห้ามเล่นเกมส์) เพราะสุดท้ายโตป่านนี้ผมก็ยังคุมเวลาตัวเองไม่ได้อยู่ดี ถ้าโดนควบคุมด้วย environment แบบนี้ก็คงเวิร์คอยู่

อันนี้คือกราฟเอาเฉพาะเดือนที่ผ่านมา ผมถือว่าดีขึ้นนะ! ถึงแม้ว่าจะทำให้ชีวิตลำบากบ้าง (จะหาข้อมูลอะไรก็ต้องรีบทำให้เสร็จระหว่างวันตอนมีเน็ตใช้อยู่) แต่ก็ถือว่าเป็น tradeoff ที่โอเค

month

เสียดายที่ Google ไม่เปิดให้ดูเดือนใดๆ ไม่งั้นคงเทียบกับ pattern การใช้ของตัวเองในสมัยก่อนได้ดีขึ้น

แนะนำ practice นี้ให้ทุกคนที่มีปัญหากับชีวิตและโดน internet ดูดเวลาครับ

เอาจริงๆเร็วๆนี้มีเรื่องให้ต้องติด net ที่คอนโดซะแล้ว ไม่รู้จะกลับไปเป็นแบบเดิมมั้ย T^T

Tags: , Category: Life

รีวิว Kindle DX Graphite

by m3rLinEz 14. August 2010 19:12

รีวิวนี้เหมาะกับคนกลั่นข้อมูลมาเต็มที่แล้วนะครับ อะไรที่มันซ้ำๆกับรีวิวอันอื่นจะละๆไปละกัน

ในที่สุดกิเลสที่สั่งสมมายาวนานของผมก็ก่อตัวเป็นรูปร่างของแข็งครับ TvT จุดประสงค์หลักๆเลยที่ซื้อมาคือเพื่อจะเอามาอ่าน PDF ที่เก็บๆไว้มากมาย ยังไม่ค่อยสนใจจะซื้อของจาก store ของ Amazon เท่าไหร่ ส่วน 3G ถึงจะแถมมาให้ฟรี แต่ก็ด้วยข้อจำกัดของตัวจอ E-ink ที่ refresh ช้ามากรวมถึงตัว web browser บน Kindle DX นั่นแหละ ที่ทำให้การเล่นเน็ตบน DXG ไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ เหมือนเค้าตั้งใจให้เอาไว้แค่เวลาซื้อหนังสือผ่าน Kindle จะได้ง่ายๆมากกว่า ขอสรุป requirement ของตัวเองดังนี้

  • เอามาใช้อ่านไฟล์ PDF เป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นหนังสือวิชาการ บทความ เอกสารประกอบซอฟแวร์ การ์ตูนบ้างบางเวลา
  • ไม่ได้พกไปข้างนอกมากเท่าไหร่ อ่านบนโต๊ะบนเตียงที่บ้าน
  • ยังไม่ค่อยสนใจซื้อหนังสือผ่าน Kindle store
  • 3G มีก็ดี เผื่อเอาไว้ไปเช็คเมล์ขำๆไม่ต้องเสียตังค์

มีคนถามบ่อยว่าทำไมไม่เอา iPad เปิด PDF ได้เหมือนกัน หลักๆเลยคงเป็นเรื่องจอ E-ink นี่ล่ะครับ

หลังจากอ่าน review มาหลายเจ้าก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้าจะเอามาอ่านหนังสือ PDF นั้น ควรจะเป็นจอขนาด 9.7” ของ DXG เท่านั้นครับ (จอเล็กมันเล็กไป) ปรึกษาคนโน้นคนนี้อยู่หลายวันว่าจะสั่งยังไงให้มันถูกๆดีหว่า สุดท้ายก็ไม่ได้ทำไร –_-‘ สั่งตรง Amazon โดน Tax เต็มๆ ส่วนตัวก็รู้สึกอุ่นใจกว่านะที่มันมาส่งให้ถึงบ้านเลยไม่ต้องทำ action อะไรแล้ว แต่ถ้าคิดเป็นเม็ดเงินก็ >_<” (อยากจะร้องไห้)

เวลาจัดส่งประมาณ 4 วัน (คลิกดูรูปใหญ่) ติดตามผ่านเว็บ DHL ได้ตลอด (มันมี tracking number ให้) ดูผ่านเว็บจากที่ทำงานว่าพี่ที่บ้านเซ็นรับให้แล้วก็อุ่นใจ .. แต่ก็แอบไม่มีสมาธิทำงาน ฮ่าๆๆ

00_DELIVER

เข้าเรื่องตัวของเล่นกันเลยดีกว่า

จอ E-ink

เปิดกล่องมาครั้งแรกเห็นมันมีพลาสติกใสทับเครื่องอยู่แล้วก็มี instruction สอนให้เสียบปลั๊กแบบโน้นแบบนี้ ตอนแรกนึกว่า instruction มันเป็นหมึกพิมพ์ลงบนพลาสติกใส ปรากฎว่ามันเป็นรูปจากจอ E-ink ว่ะ o__o’ โอ้! ใช้ได้ๆ บางคนพอได้ยินคำว่า E-ink หรือจอกระดาษ อาจจะงงว่าแล้วมันต่างจากจอคอมหรือ iPad ยังไง? อ่านในที่มืดได้รึเปล่า? คำตอบคือมันไม่เหมือนกัน แล้วมันอ่านในที่มืดไม่ได้ครับ แต่ถ้าอยากอ่านก็ต้องเอาไฟฉายมาส่งเหมือนกระดาษ อ่านที่แดดจ้าไม่มีปัญหา (แต่อยู่เมืองไทยใครจะไปอ่านกลางแดด ….)

จอของ DX ขนาด 9.7” ตามแนวแทยงมุม (เหมือนเวลาบอกขนาด TV)  หรือ 20 x 14 cm

Pixel Count:
1200 x 825 (SVGA)

Active Area:
202.9 x 139.5 mm
246.38 mm (9.7") diagonal

DPI:
150

ส่วนจอ Kindle 3 (Kindle ตัวใหม่ที่จะออกปลายสิงหานี้) ขนาด 9 x 12 cm ผมแนะนำว่าให้ตัดกระดาษออกมาขนาดเท่านี้ดู ถ้าอยากรู้ว่ามันเล็กเกินไปรึเปล่า

Pixel Count:
800 x 600

Active Area:
122.4 x 90.6 mm
152.3 mm (6") diagonal

DPI:
166

อีกเรื่องนึงที่มารู้ไม่นานก่อนซื้อเครื่องคือ ตัว firmware ของ Kindle มันจะทำหน้าที่ตัดขอบขาวๆของ PDF ออกให้ด้วย โอ้ววว >_< พูดง่ายๆคือไม่ต้องทำอะไรกับ PDF เลย แค่โยนลงเครื่องแล้วตอน display มันก็จะไม่แสดงขอบขาวๆพวกนี้ให้เห็น เป็นการใช้พื้นที่หน้าจออย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นขนาด 20 x 14 หรือ 9 x 12 cm อาจจะเทียบตรงๆกับขนาดกระดาษไม่ได้ ให้มองเฉพาะส่วนที่เป็น text (ถ้าจะเปรียบเทียบ)

ผมประทับใจจอมากๆ วันที่สองที่ได้มา อ่าน pocket book เล็กๆไปประมาณ 2 - 3 ชม. ไม่ล้าเหมือนอ่านหน้าคอมเลย

01_DXG_VS_A4

สีขาวเป็นกระดาษ A4

06_SHADE

เฉดสีเทามี 16 ระดับ

ปุ่ม

ตอนแรกคิดว่าจะเป็นปุ่มหยาบๆ (แบบกดแล้วไม่ค่อยนุ่มเท่าไหร่ เหมือน Mouse) แต่พอลองของจริงแล้วมันก็นุ่มระดับนึงนะครับ แต่ก็ไม่ได้ดีมาก

และเนืองจากจอ E-ink ที่มัน refresh ช้าด้วยนี่แหละ เลยทำให้บางทีเวลาพิมพ์หรือเลื่อน cursor หรือกดปุ่มอะไร มันจะตอบสนองไม่ค่อยทันใจเรามาก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ารำคาญกับเรื่องนี้มากนะ

keyboard ถือแล้วใช้นิ้วโป้งพิมพ์ไม่ได้ อันนี้เคยอ่านมาจาก review อันอื่นเหมือนกัน แต่ผมคงไม่ได้พิมพ์อะไรบ่อยๆอยู่แล้ว ยกเว้นเวลาจะ jump ไปยังหน้าที่ระบุ หรือเวลาจะ search ใน PDF ถ้าอยากพิมพ์จริงๆควรจะตั้งกับพื้นแข็งๆแล้วพิมพ์

ปัญหาตลกๆอีกอย่างคือเวลาจะพิมพ์ตัวเลขต้องกด Alt ก่อน = =’ อันนี้แอบลำบากจริงเพราะต้องใช้บ่อย

03_KEYBOARD

น้ำหนัก

หนักประมาณ 0.5 kg เบากว่า iPad ขีดนึง เพื่อนผมบอกว่าถือนานๆคงเมื่อยมือ หนักไป ใหญ่ไป แต่ผมไม่มีปัญหากับข้อจำกัดเรื่องนี้เพราะว่ากะจะใช้ที่บ้านอยู่แล้ว เนื่องจากจอมันค่อนข้างจะใหญ่ด้วย กลัวพอไปมากระแทกแล้วแตก

3G

ฟรี ช้า และไม่บันเทิง

ผมลองใช้ในบ้านเราดู มันก็เข้าเว็บใดๆได้นะครับ แต่จะแสดงภาษาไทยไม่ได้ แล้วก็แสดงผลแปลกๆ ไม่มันส์เท่าเล่นในมือถือหรอก

มีคนถามมาบ่อยว่าแล้วมันใช้ 3G ผ่านเครือข่ายของใคร? AIS, True, DTAC? อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เคยเห็นเว็บที่มันแกะเครื่องออกมา ข้างในจะมีซิมจาก Amazon ใส่มาอันนึง (เปลี่ยนเองไมได้)

การใช้งาน PDF

มีเรื่องที่งงๆกันเกี่ยวกับ Kindle และ PDF อยู่หลายอย่าง

  • Firmware Kindle ปัจจุบันใช้ zoom PDF ได้แล้ว แต่ก็เพราะจอ E-ink มัน refresh ช้าจัด บางทีจะให้มา zoom บ่อยๆมันก็ไม่สะดวกนะ (ยกเว้นเป็นพวก map ที่นานๆใช้ทีนึง)
  • ภาษาไทยหรือภาษาอะไรก็ตามใน PDF จะอ่านได้เสมอ ตามที่ผมเข้าใจคือ ส่วนใหญ่เอกสารที่เป็น PDF มันไม่ต้องใช้ข้อมูลพวก font จากข้างนอกมา render
  • ปรับขนาด font ใน PDF ไม่ได้แน่นอน ถ้าเป็น E-reader รุ่นอื่นอย่างเช่นของ Sony จะมีฟังก์ชันที่เรียกว่า reflow (แต่ก็ไม่ควรไปคาดหวังว่ามันจะทำงานได้ดี) แต่หนังสือและเอกสารส่วนใหญ่ผมเปิดใน DXG แล้วได้ font ที่ขนาดกำลังดี อ่านได้นะครับ ยกเว้นบางเล่มจริงๆที่รู้สึกว่ามันเล็กไปมากๆ หรือไม่ก็เล่มที่ขอบหนังสือมันไม่ขาวหมดจด มีขอบโน่นขอบนี่ตัว firmware เลยตัดไม่ได้
  • ถ้าเป็นหนังสือที่ซื้อจาก Amazon จะทำ text to speech ได้, take note ได้, เปลี่ยนขนาด font ได้ แต่ถ้าเป็น PDF ดาดๆ จะทำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย

ลองมาดูตัวอย่าง

04_AI_CHART

05_MANGA

05_MANGA_ZOOM

อันนี้เป็นอีกปัญหาที่หลายคนเจอเหมือนกัน คือ font ที่เป็นสีๆ บางทีพอมาดูบน Kindle แล้วสีมันจะเทาอ่อนเกินไป ทำให้อ่านไม่ออก

08_CODE 

09_CODE_NORMAL

บางไฟล์ตัวอักษรจะเล็กเกินไปจริงๆ แต่ถ้าพลิกเป็นแนวนอนก็จะใหญ่ขึ้นพออ่านได้เหมือนรูปด้านล่าง

10_HOR

สรุป คือผมพอใจกับมันนะครับ รู้สึกขอขวดที่ขวางผมกับ PDF ที่มีบน harddisk มันหายไปเกือบหมด >_< (เว่อซะ)  ค่อนข้างมั่นใจว่านี่จะไม่ใช่ E-reader เครื่องสุดท้ายที่จะซื้อในชีวิตนี้ มันมีตลาดตรงนี้จริงๆซึ่งตอนนี้อาจจะยังไม่ใหญ่ แต่คงไปได้อีกไกล

ข้อเสียส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่รู้มาจาก review อื่นแล้วเกือบจะทั้งหมด ไม่เจอเรื่อง surprise อะไรพิเศษ

ถ้าพยายามกว่านี้คงสามารถหาวิธีสั่งซื้อที่มันถูกกว่านี้ได้ เช่น ฝากเพื่อนที่ US หิ้วหรือหาคนที่เค้ารับส่งของจาก US มาให้ ในกรณีของผมที่สั่งตรงกับ amazon จะโดน tax ไปเยอะมากกกก…ก (โดนตัดไปตั้งแต่ตอนสั่งผ่านเว็บ) ถือว่าเป็นค่าขี้เกียจละกัน แต่ก็สบายใจดีในแง่ที่ว่าถ้าเปิดกล่องแล้วจอมันแตก ก็คงโวยกับ customer service ได้อย่างสะดวกใจ เสียตังค์กับของเล่นชิ้นนี้ไปเยอะเหมือนกัน TvT ขออนุญาตไม่คูณเป็นเงินบาท

34260_423955127256_637427256_5086573_7611058_n

รายละเอียดเพิ่มเติมไปดูที่หน้าสินค้า คนแถวนี้ใครจะซื้อมาคุยกันก่อนก็ดี :’P

จริงๆอยากเขียนละเอียดกว่านี้แต่เขียนไปเขียนมาชักยาว สงสัยอะไรถามมาได้ๆ ตั้งแต่ใช้มาจนถึงตอนนี้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆไปได้ประมาณ 1 เล่มครึ่งแล้ว ยังคงแฮปปี้อยู่ ส่วนใหญ่นอนอ่านบนเตียง

Tags: , , , Category: Life

The search for ‘Edge’

by m3rLinEz 25. July 2010 00:15

280px-Roulette_-_detail

 

ถ้ามีเกมเกมนึงมีกฎว่า โยนเหรียญเที่ยงตรงแล้วออกหัว จะได้ 1.001 บาท แต่ถ้าออกก้อย จะต้องเสียเงิน 1.000 บาท มันจะเป็นเกมที่น่าเล่นมากๆ เพราะเหรียญเที่ยงตรงยิ่งโยนมากเท่าไหร่ จำนวนที่ออกหัวต่อที่ออกก้อยก็จะเข้าใกล้ 1 มากกว่านั้น

ในกรณีแบบนี้ จะเห็นว่าผู้เล่นค้นพบ ‘กลยุทธ’ ที่จะทำให้ตัวเองได้กำไร (เสมอ) จากการพนันได้ พูดอีกแบบว่าผู้เล่นมี ‘Edge’ สำหรับเกมโยนเหรียญอันนี้

เรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องการพนันก็คล้ายๆกัน

  • ร้านอาหารมี edge เหนือร้านอื่นคือทำเลดี ลูกค้าติดปากอาหาร พ่อครัวเก่ง ….
  • กระเป๋า/ นาฬิกา/ เสื้อผ้าแบรนด์ดังมี edge คือคนติดแบรนด์ เป็นค่านิยมของสังคม
  • เซลล์มี edge คือหน้าตาดี พูดเก่ง เครือข่ายเยอะ โน้มน้าวเก่ง
  • บริษัทโทรคมนาคมมี edge คือได้สัมปทาน จำนวนคู่แข่งมีจำนวนจำกัด
  • ผู้นำเข้าสินค้ามี edge คือช่องทางนำเข้าที่ต้นทุนต่ำกว่ารายอื่น
  • เจ้าของ software house มี edge คือ connection เยอะมากคอย source งานให้เรื่อยๆ
  • เทรดเดอร์มีอัลกอริทึมจะทำให้เทรดได้โดยได้กำไรในระยะยาวและจำกัดความเสี่ยง
  • …. มากมาย

ถ้าไม่รู้สึกว่ามี edge ในสิ่งที่กำลังจะทำแล้ว โอกาสจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำคงมีน้อย ทุกวันนี้คุณมี ‘edge’ ในสิ่งที่ตัวเองทำ (หรือกำลังจะทำ) อยู่รึเปล่า ?

Tags: , Category: Life

ว่าด้วย M79

by m3rLinEz 2. May 2010 11:25

Grenade_launcher_M79_1

ช่วงนี้ตูมตามกันใหญ่ เลยลองไปหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ M79 มาครับ เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในการป้องกันตนเอง พอจะสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้

- M79 มันเป็นชื่อ ปืนยิงระเบิด ไม่ใช่ชื่อของระเบิดจริงๆ จริงๆแล้วมันยิงระเบิดได้หลายแบบมากสังแบบสังหารระยะใกล้ หรือยิงระเบิดระยะไกลแบบที่เจอในไทย

- ระเบิดที่เจอในไทยมีชื่อเรียกเฉพาะจริงๆว่า M406

- ตอนเริ่มยิง หัวระเบิด M406 จะวิ่งออกจากปากกระบอก M79 ด้วยความเร็วประมาณ 75 เมตร / วินาที หรือเท่ารถยนต์ความเร็ว 270 กม. / ชม. … โอ้ววว ที่ยกมาตรงนี้เพราะคิดว่าระหว่างหัวระเบิดวิ่งมันน่าจะมองเห็นทันด้วยตาเปล่าและมี action เช่นการหมอบลงพื้น ได้ทัน

- ตอนระเบิด หัวระเบิด M406 จะให้สะเก็ดระเบิดออกมาประมาณ 300 ชิ้นถ้วนออกมารอบทิศทาง (ถ้าใครไม่คุ้นกับคำว่าสะเก็ดระเบิด ให้คิดว่ามันเป็นกระสุนดีๆนี่เอง) ด้วยความเร็ว 1,524 เมตร / วินาที (อันนี้คงไม่ต้องเทียบกับรถยนต์ เพราะคงรู้นะว่ามันเร็วมาก - -‘’)

- เสียงเดินทางที่ความเร็ว 340 เมตร / วินาที ที่อากาศ 20 °C และความหนาแน่นอากาศระดับน้ำทะเล

- นั่นแปลว่า สะเก็ดระเบิดเดินทางเร็วกว่าเสียง และจังหวะที่เราได้ยินเสียงระเบิด คาดว่าสะเก็ดระเบิดคงฝังในตัวเรียบร้อยแล้ว o__o’ ฮะ!!?! ดังนั้นตอนที่ได้ยินเสียงระเบิด มันไม่มีโอกาสเลยที่จะทำ action เช่นการหมอบ … ยกเว้นจะทำเพื่อหลบระเบิดลูกถัดไป …

- ตัวลูกระเบิดมีระบบรักษาความปลอดภัย … ให้ผู้ยิง (เอ๊ะ!) ด้วยการการรันตีว่าจะไม่ระเบิดภายในระยะ 30 เมตรหลังจากที่มันโดนยิง ดังนั้นถ้าอยู่ใกล้คนยิง 30 เมตรก็จะปลอดภัย …. แต่ถ้าเห็นหน้าคนยิง ก็อาจจะโดนเก็บอยู่ดี =_=’’ โอ้ยย

- ยิงได้ไกลที่ประมาณ 350 – 400 เมตร  แต่ถ้าระเบิดตกใกล้ตัวในรัศมี 5 เมตร (เกือบเท่าตึก 2 ชั้น) การันตีว่าตาย  - -‘’

- ตอนเรียน นศท. (รด. นั่นแหละ) ทหารแตงโมรึเปล่าก็ไม่รู้ สอนว่าให้ “หมอบ” หลบระเบิด เพราะวิถีสะเก็ดระเบิดจะพุ่งออกมาเป็นตัว V แบบรูปด้านล่าง ดังนั้นการหมอบจะมีโอกาสหลบได้เยอะสุด อีกอย่างนึง (อันนี้ไม่แน่ใจ) ให้คว่ำหน้าเอาตาแนบกับมือเป็นการเก็บอวัยวะสำคัญ

Trajectory

- แต่ประเด็นคือระเบิดแบบที่ทหารบอก มัน assume ว่าระเบิดจากที่พื้น  แล้วถ้าระเบิดบนหลังคา BTS หรือต้นไม้ข้างๆ หรือกำแพงตึกล่ะ ??

Trajectory2

- ผมมานั่งคิดๆดูแล้ว คิดว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่การหมอบ work สุดนะ เพราะโอกาสมันคงน้อยมากที่จะยิงแล้วไประเบิดบนเพดาน (ซึ่งเป็นกรณีแย่สุดของการหมอบ  - -‘ ) นอกนั้นก็โอเค

- ดังนั้น ผมคิดว่ากรณีทั่วๆไป ถ้าเราสามารถทำนายได้ว่าต่อไปจะมีเหตุระเบิดเกิดขึ้น หรือเห็นคนกำลังชู M79 กำลังจะยิงเลย ให้หมอบไว้น่าจะดีสุด (หวังว่าจะไม่มีใครทะลึ่งวิ่งเข้าไปหลบในระยะ 30 เมตรจากคนยิง +_+)

หวังว่าคงมีประโยชน์ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะยิง ตัวเราต้องปลอดภัยไว้ก่อน

Tags: , , Category: General | Life

ทำงาน 1 ปีแรก

by m3rLinEz 4. April 2010 12:45

คิดว่านี่เป็น milestone ใหญ่ๆอันแรกในชีวิตมนุษย์เงินเดือนครับ นั่นหมายถึงผมทำงานมาครบ life cycle ของมนุษย์เงินเดือนทั่วไปแล้ว คือ

  • ตั้ง objectives
  • ทำงาน
  • ประเมิน performance กับหัวหน้างาน ว่า objectives ที่ตั้งไว้ทำได้ตามนั้นรึเปล่า ได้ระดับไหน
  • ได้เงิน fixed bonus ปลายปี
  • ได้เงิน performance-based bonus ตอนเมษา

(Your mileage may vary)

ที่ทำงานบรรยากาศดีครับ เพื่อนร่วมงานใจดีทุกคน ส่วนใหญ่จะเป็นพี่ๆ มีตั้งแต่รุ่นพี่ประมาณ 3 ปี จนถึงเพื่อนๆของอาจารย์ (ใหม่ๆ) ที่ภาคคอม 55+ แต่คนนอกมองเข้ามาในทีมอาจจะไม่รู้สึกว่าผมแตกต่างเท่าไหร่ เพราะหน้าแก่นำไปแล้ว T_T (เส้า) เคยไปประชุมกับ QA ทีมอื่น โดนเรียกพี่อีก (อ่าววว งอแง) Issues จากระดับบนในบริษัทไม่ค่อยลงมาถึงระดับผมเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งคงเพราะ management ใน team อันได้แก่ group leaders และ manager แบกรับจัดการให้หมดแล้ว คนงานทำงานได้อย่างค่อนข้างสบายใจ :’)

เรื่องลักษณะงานที่ทำก็เคยเขียนไปบ้างแล้ว สิ่งที่ได้จากการทำงานที่นี่ คงเป็นเรื่องเทือกๆ Incident Management แล้วก็เรื่องของ Customer Support โดยที่คำถามจากลูกค้าหลายครั้งก็ถูกส่งมาในขณะที่เค้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการ develop หรือ test ระบบ ซึ่งอาจจะไม่ร้อนแรงมาก แต่เมื่อไหร่มันมาจาก production environment มันจะเริ่มมีความร้อนขึ้นมาหน่อยๆ - -‘’ ต้องตอบให้เร็วขึ้นและหาต้นเหตุ (root cause) ให้เร็วมากขึ้น ซึ่งเคสแบบนี้ก็มีมาให้ทำเรื่อยๆ งาน specialized technical support แบบนี้มันมีอยู่เฉพาะบริษัทใหญ่ๆที่มีฐานลูกค้าใหญ่ และ “ชัดเจน” เรื่อง support เท่านั้น ดังนั้นมันก็ตามมาด้วยข้อเสียว่า career path ถ้าอยากจะโตในสาย technical มันค่อนข้างจะแคบมากอยู่

ข้อมูลที่ลูกค้าให้มาหลายครั้งมัน complete มากขนาด reproduce issue ยากๆได้แทบจะทันที (เช่น deadlock) แต่บางครั้งข้อมูลที่ได้มามันก็เต็มไปด้วย noise มีทั้งแบบที่โยนมาให้เป็นก้อนใหญ่ๆไม่รู้ว่าส่วนสำคัญอยู่ไหน แบบที่เข้าใจไม่ตรงกันแล้วได้ข้อมูลมาผิด หรือแบบที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเราได้ทันทีต้องรอนาน ต้องใช้กำลังภายในจัดการกับเรื่องพวกนี้บ้างเป็นบางครั้ง ฮึ่มมมม

อีกเรื่องที่ได้ไปเต็มๆคือได้เห็นว่าคนที่เค้าอยากได้ real-time financial data ไปเนี่ยเค้าเอาไปทำอะไรกัน เรื่องนี้ก็ช่วยเพิ่มความสนใจในเรื่อง finance ให้ผมได้ระดับนึงเลยล่ะ >_<’ ตอนนี้แอบสนใจเรื่องแนวๆ Quantitative Finance อยู่หน่อยๆ มันก็เป็นความเชื่อส่วนหนึ่งของผมเลยแหละว่า skill ด้าน software development ของพวกเราวิศวคอมเนี่ย มันจะมีค่ามากที่สุดต่อเมื่อเรารู้เรื่องใน domain อื่นในเชิงลึกคู่กันไปด้วย หลายๆครั้งผมเลยพยายามหาอะไรใหม่ๆทำดูบ้าง

เรื่อง technical ผมยังไม่รู้สึกว่า skill ตัวเองพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทมีอะไรๆที่มันเป็นของภายในให้เรียนรู้เต็มไปหมด ประโยชน์ที่เราจะได้ติดตัวไปจากการศึกษาเรื่องพวกนี้มีแค่ idea และ concept ว่าระบบแบบนี้เค้าสร้างกันขึ้นมาให้ประสบความสำเร็จและขายได้ได้ยังไง ผมรู้จักเทคโนโลยีพวก Low-latency Message Bus ละเอียดขึ้นระดับนึงเลย ส่วนเรื่อง implementation มันก็มีการยอมรับและใช้กันแพร่หลายในบริษัทกลุ่ม financial นั่นแหละ ถ้าเปลี่ยน industry ขึ้นมา ความรู้ในระดับ imlementation พวกนี้ก็อาจจะไม่ได้ใช้เลย

ตั้งแต่ทำงานผมยังไม่เคยเจอปัญหาแบบที่เป็น technical แล้วปวดตับไป 3 วันอะไรแบบนั้นด้วยแหละ >_<’ ความลำบากส่วนใหญ่เป็นเรื่องวิธีการค้นหาข้อมูลมากกว่า ช่วงแรกๆที่ทำงานผมบ่นตลอดเวลาว่าอยากได้ internal google เพราะหาอะไรแทบไม่เจอเร้ยยย วิธีการแก้ปัญหาแบบปกติที่เอา keyword ไป search, เจอบลอก, แล้วแก้ปัญหา ไม่สามารถเอามาใช้ได้ที่นี่ ต้องเปลี่ยนวิธีการมาเป็นการค้นในตัว documentation จริงๆ แล้วก็ต้องทำความเข้าใจกับโค้ด C/C++ ขนาดใหญ่มากที่เราไม่ได้เป็นคนเขียนเอง - -‘’ มันก็เหนื่อยอยู่ แต่พอปรับตัวได้มันก็สนุกและทำให้เรากล้ามากขึ้นที่จะเข้าไปรื้อโค้ดของคนอื่นนะ นอกจากนี้ก็มี flight บังคับให้เรียนรู้เทคโนโลยีเก่าๆเพราะต้อง support บ้าง บางทีผมเห็นเพื่อนๆได้ทำงานที่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ (โดยตัวเนื้องานเอง) ก็มีอิจฉาบ้างนิดหน่อย แต่ที่นี่ก็ยังเปิดโอกาสให้มี internal project เอามาทำได้เรื่อยๆนะ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตนเองของพนักงาน

ทำงานมาครบปีนึงเลยเข้าใจเลยนะ ว่าเวลาไปสมัครเรียนต่อหรือย้ายงานนี่ เวลาเค้า require “ประสบการณ์” นี่ เค้าอยากเห็นอะไร? ผมคิดว่ารวมๆแล้วมันหมายถึง

  • มีความสามารถที่เป็น hard skill ในการทำงานตามงานที่กำหนดได้
  • เข้าใจเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับการทำงานในบริษัท: career path, โครงสร้างเงินเดือน, การประเมิน performance, โครงสร้างองค์กร
  • ได้อยู่ในบรรยากาศการทำงานในบริษัท มีการทำงานร่วมกับคนอื่น เห็นความขัดแย้ง ….. blah balh

โดยรวมๆผมยัง enjoy กับการทำงานครับ พี่ร่วมทีมใจดี ขนมเยอะ ชีวิตราบรื่นจนรู้สึกว่า เฮ้ย สบายไปเปล่าวะ - -‘a (เอ๊ะ! ยังไง) อย่างไรก็ตาม กฎของแก๊น ยังเป็นจริงอยู่ครับ

เลือกได้แค่ 2 อันจาก

  • งานสนุก ท้าทาย ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ
  • มีเวลาว่าง และมี work-life balance หรือเป็น family man
  • จ่ายดีมาก มีตังค์ซื้อของ Apple

ถ้าใครทำให้ตัวเอง “เชื่อ” ได้ว่ามีทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ผมว่าคุณประสบความสำเร็จระดับนึงแล้วครับ ;)

หวังว่าคนอ่านคงได้อะไรไปบ้างครับ (พี่ที่ทีมถ้าหลุดข้ามาอ่านก็อย่าลืมคอมเม็นต์นะ :P) หลักกิโลหน้าคงเป็น “ทำงาน 3 – 4 ปี แรก”

Tags: , Category: Life

New Big Toy

by m3rLinEz 1. March 2010 12:08

พักหลังๆนี่เวลาแก๊นจะตัดสินใจซื้ออะไรซักอย่างที่มันมีราคา จะคิดแล้วคิดอีก อย่างน้อยก็ทิ้งเวลาไว้ตั้งแต่ 2 อาทิตย์ - หลายเดือน เพื่อจะดูว่าเราต้องการมันจริงๆรึเปล่า (ถ้าผ่านมานานแล้วก็ยังต้องการอยู่ก็แปลว่าโอเค ไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบหลังดูโฆษณา)

ของเล่นชิ้นล่าสุดที่เอาเข้าบ้านคือ LCD TV ของ LG รุ่น LH70 ขนาด 32 นิ้ว กระเป๋าแห้งไปอีกหลายเดือน อยากถ่ายรูปที่ห้องเก็บไว้เหมือนกัน แต่ห้องรกจัด แหะๆ ผมแนะนำว่าซื้อกับร้านข้างนอกถูกกว่าในห้างมากจนน่าตกใจเลยนะครับ สุดท้ายมันก็ประกันศูนย์ LG เหมือนกัน

LH70_LR (1)

ประโยชน์ใช้สอยหลักๆก็เอามาดูหนังนั่นแหละครับ คนแรกที่ทำให้อยากซื้อคือพี่ธี CP31 เนื่องจากผมเห็นเค้าตั้งชื่อใน WLM ในทำนองแฮปปี้กับ TV ใหม่มาก หลังจากนั้นผมจึงเกิดความอยากได้แล้วก็เริ่มมีความรู้เรื่องพวก High Definition (Hi-Def) ขึ้นมาเล็กน้อย สรุปให้ฟังคร่าวๆดังนี้

  • TV ที่มันเขียนว่า FullHD แปลว่ามันแสดงผลได้ที่ 1920 x 1080 pixel
  • ไฟล์วีดิโอที่ขนาดดังกล่าว เรียกสั้นๆว่า 1080p แต่จริงๆแล้วมันยังมีขนาดเล็กกว่านั้นคือ 720p อีก เรียกรวมๆกันว่า Hi-Def video ทั้งคู่
  • หนัง Hi-Def พวกนี้ไฟล์ใหญ่เอาเรื่อง เรื่องนึงมีขนาดได้ตั้งแต่ 8 – 12 GB สำหรับหนัง 2 ชม.ครึ่ง
  • พอร์ตที่ใช้ส่งข้อมูลจะกลายเป็น HDMI แทน ซึ่งขนส่งข้อมูลแบบ digitial ไม่ใช่ analog ดังนั้นสายจีนแดงอันละ 350 กับสายแพงๆอันละ 2000 – 3000 จะมีความสามารถในการส่งเท่ากัน ต่างกันแค่ที่ความคงทน แล้วก็เรื่องคุณภาพของหัวต่อนิดหน่อย (แต่ไม่ทำให้สีอิ่มขึ้น สวยขึ้น ชัดขึ้น แน่นอน) เคยมีดราม่าเรื่องนี้ด้วยนะเทอว์
  • พอร์ต HDMI จริงๆแล้วมันขนส่งข้อมูลที่เป็นสัญญาณภาพแบบเดียวกับ DVI (ที่เห็นใน Graphics card และจอ LCD ของคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้) แต่จะมี digital audio เพิ่มมาด้วย สรุปคือ HDMI = DVI + digital audio
  • ดังนั้นมันจึงมีหัวแปลงจาก HDMI –> DVI (โดยที่เสียงจะหายไป) และ DVI –> HDMI ได้โดยไม่เสียคุณภาพของภาพแม้แต่น้อย
  • ดังนั้น ตามทฤษฎี การเอาหัวแปลง DVI –> HDMI มาต่อที่ Graphics card แล้วเอาสาย HDMI ต่อเข้า TV จะทำให้เสียงไปโผล่ที่ TV ไม่ได้ อีกทั้ง Graphics card มันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้มีเสียงออกมาด้วยอยู่แล้ว
  • แต่ ในทางปฎิบัติ ทั้ง ATi และ Nvidia ก็ต่างมีวิธีของตัวเองทำให้เสียงมันออกมาด้วยได้ !! (ตึ๊ง) โดยที่ ATi ต้องใช้หัวแปลงที่แถมมากับกับการ์ดเท่านั้น ส่วน Nvidia ลองไปดูกันเอง ฮ่าๆ (ผมใช้ ATi รุ่นที่มันยังไม่แถมหัวแปลงมาให้ ปัจจุบันยังหาไม่ได้เลย ยังใช้ลำโพงของคอมพิวเตอร์อยู่ T_T)

หลายวันนี้จะมีช่วงนึงที่เงียบๆไป เพราะเห่อของเล่นใหม่อยู่ครับ ฮาาาา โดยรวมๆแล้วจุดที่ชอบก็มีตรงที่ดู XVid จาก USB Flash Drive + USB HDD ได้ (มีพอร์ต USB หลังเครื่อง) แล้วก็ TruMotion ที่เป็นเทคโนโลยีการแทรก frames เข้าไประหว่าง frames ทำให้ภาพมันลื่นไหลมากขึ้น และส่วนของ UI ทำออกมาดูสวยใช้งานง่ายดี

ส่วนจุดที่ผิดคาดนิดหน่อยคือเวลาเอาหนัง 1080p กับ 720p ไปเปิดแล้วดูที่ระยะประมาณ 3 เมตร ผมแทบจะสังเกตความแตกต่างไม่ออกเลย T_T แต่หลายคนก็บอกอ่ะนะ ว่าถ้าเป็น LCD TV ขนาด 32” ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อให้เป็น FullHD ก็ได้ เพราะมันสังเกตความต่างยาก

เอารูปตัวอย่างที่ printScrn มาให้ดูนิดหน่อย (ภาพเต็มขนาดที่ http://www.solidskill.net/FCKUploaded/Image/FullDistrict.png )เผื่อจะสามารถกระตุ้นต่อมอยากคนแถวนี้ได้ ฮ่าๆ

FullDistrict

ปล. มีแววอยากได้เครื่องเล่นเกมอีกแหงมๆ แต่เชื่อว่าคงไม่มีเวลาเล่นว่ะ T_T เส้าใจ (แล้วมีเวลาดูหนังได้ไงวะ !?)

Tags: , , , Category: Life

ทำงาน 5 เดือนแรก

by m3rLinEz 26. August 2009 01:16

อ่ะแฮ่ม ความเดิมจากตอนที่แล้ว กรุณาอ่าน ทำงานสัปดาห์แรก และ ทำงานเดือนแรก

เป็น Support Consultant ทำอะไรบ้าง

ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนสุดๆครับว่าในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง งานของผมคือการแก้ปัญหาและคำปรึกษาให้กับลูกค้าของรอยเตอร์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่ง จริงๆไอ่ผลิตภัณฑ์ที่ว่าจริงๆแล้วมันเป็น API สำหรับรับและส่งข้อมูลการเงินแบบเช่นพวกราคาหุ้น อะไรทำนองนั้น เราเรียกคำร้องขอของลูกค้าที่ส่งเข้ามาว่า Service Request หรือ SR โดยที่ SR ที่ว่าก็จะถูกกระจายให้กับ Consultant แต่ละคนทั่วถึงกัน จากที่เห็นมา SR ก็มีทั้งแบบง่ายๆ เช่นขอให้สอนวิธีใช้โปรแกรมตัวอย่าง หรือกระทั่งปัญหาที่เกิดบ้างไม่เกิดบ้างบน production (ถ้าเจอ SR แบบนี้กับตัวจะทำยังไงหว่า - -‘’) การโต้ตอบของทีมที่ผมอยู่จะทำผ่าน E-mail เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วก็มีทีมอื่นอีกเหมือนกันที่ให้บริการแบบ On-site ราคาก็คงต่างกันล่ะมั้ง also …)

งานที่ทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไล่โค้ด C++ ที่ใหญ่มากของ product ที่ลูกค้าไม่เห็น (text files ใหญ่รวมกันแค่ประมาณครึ่งร้อยเมกเอง :P) การขอข้อมูลจากทีมอื่นเพื่อเอามาประกอบการแก้ไขปัญหาและการโต้ตอบลูกค้า การพยายามสร้างปัญหาแบบเดียวกับที่ลูกค้าเจอให้เกิดที่ site ของเรา หรือเรียกว่าการ Reproduce ซึ่งเท่าที่เห็นหลายครั้งมันก็ยาก และก็การพยายามหาสาเหตุของปัญหาให้เจอ หรือที่เรียกว่า Root Cause

CustomerZone

ได้ทำอะไรใหม่ๆบ้าง

สิ่งที่รู้สึกว่าใหม่ที่สุดกับตัวเองด้าน Technical คงเป็นเรื่อง Unix เพราะว่า product มันรันบนพวก Linux/Unix ด้วย ยิ่งช่วงหลังๆที่ได้ทำ SR Exercise ซึ่งเป็นการจำลอง SR พวกพี่เค้าก็เอาเคสที่ปัญหาเกิดเฉพาะบน Unix มาให้ทำ  ก็เลยต้องใช้ Unix

ตอนเข้ามาทำงานทีมนี้ก็จะได้เครื่องที่เป็น Solaris/SPARC ไว้ใช้แต่มันจะตั้งอยู่ในห้อง server ต้อง remote เข้าไป วันๆมาทำงานมีจอสองจอก็เลย Dedicate จออันนึงให้กับ PuTTy ไปเลย แล้วก็มี VIM  ซึ่งถือได้เลยว่าเป็นโปรแกรมที่ถ้าขาดไปผมคงทำอะไรบน Unix ไม่ได้สะดวกโยธินเท่าทุกวันนี้ T-T (ซาบซึ้งมาก)

ลูกค้าส่วนใหญ่ของทีมที่ผมทำอยู่ก็เป็น Developers ในสถาบันการเงินทั่วโลก และก็โต้ตอบกันผ่านทาง E-mail เท่านั้น ตอนรอยเตอร์มารับสมัครมีเพื่อนผมหลายๆคนสมัครตำแหน่งนี้ ตอนนั้นยังพวกเราก็ยังเป็นเด็กน้อย~ คงคิดว่าจะได้ติดต่อลูกค้า พาไปเลี้ยงข้าว ตีกอล์ฟ อะไรแบบนี้ - -‘’ 555+

ส่วนเรื่องสังคมที่นี่ก็แฮปปี้ดีครับ มีของกินไม่ขาดสายที่โต๊ะกลาง เฮฮาทุกเที่ยงวัน ไม่ค่อยได้เจอเพื่อนจุฬาเท่าไหร่เพราะทำงานกันคนละชั้น รู้สึกโชคดีมากที่เข้ามาแล้วไม่ค่อยได้กลิ่นเรื่องการเมืองในบริษัท ทำให้ทำงานมีความสุขดีครับ ไม่ต้องแคร์อะไรใครมาก ผมมีความเชื่อที่ไม่เคยพิสูจน์ว่า “การเมืองในบริษัท แปรผกผันกับจำนวนโค้ดที่คนในบริษัทเขียน” เอ้า… ไม่เชื่อลองไปสำรวจดูดิวะ!

ความจริงอีกอย่างที่ค้นพบ และ (สำหรับผม) น่าตกใจ คือมีคนอีกจำนวนมากที่เป็น “มหาเทพ” ด้าน technical แต่ไม่เคยปรากฎตัวออนไลน์! ผมคิดไปเองมาตลอดว่าคนเก่งๆในไทยอย่างน้อยก็น่าจะเคยปรากฎตัวใน community บ้าง แต่จริงๆมันไม่ใช่ครับ มีกลุ่มคนดังกล่าวเยอะมาก

IMG_2276

ความสัมพันธ์ของ Support QA และ Developer

งานในรอยเตอร์ที่ไม่ใช่ Management มักจะจัดอยู่ใน 3 สปีชีส์นี้ได้เสมอครับ โดยปกติ Dev และ QA จะทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ดังนี้

  • Dev เขียนโค้ด QA เทสต์
  • Dev แก้โค้ด QA เทสต์

เวลา Support รับ SR เข้ามา บางครั้งก็จะพบ Bug ในตัว product ก็จะส่งเข้าไปให้ Dev พิจารณาว่าจะแก้หรือไม่แก้ หรือบางครั้งก็เป็นการขอ Feature ใหม่ๆจากลูกค้า ก็ส่งให้ Dev พิจารณาอีกเหมือนกัน หลังจาก Dev จัดการเสร็จก็ส่งให้ QA ดูต่อตามสเตปเดิม

เค้าว่ากันว่าหน้าที่ของ Support คือปกป้อง Dev จากความวุ่นวายและความไม่เที่ยงตรงของโลกภายนอก (ลูกค้านั่นแหละ :P) ทำให้ Dev ได้มีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่กำลังพัฒนาอย่างเต็มที่ เท่าที่เห็นมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆนะครับ เวลาส่งพวกรายงาน Bug ไปอันนึงนี่ เขียนขั้นละเอียดขนาดอ่านจบรอบนึงก็แก้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปไล่โค้ดเองอีกแล้ว

มนุษย์เงินเดือน

หลังจากมีเงินเดือนเป็นของตัวเองป๊าม๊าไม่เลี้ยงแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ ประเด็นสำคัญ (ในระยะสั้น) ก็คงมีเรื่องของการเอาเงินไปลงทุน แล้วก็เรื่องภาษีล่ะมั้งครับ ข้อดีอีกอย่างของการทำที่นี่คือทำให้ตื่นตัวเรื่องการเงินมาก เพราะข้อมูลมันไหลอยู่ตลอดเวลา งานที่ทำก็เรื่องการเงิน ตอนนี้ส่วนตัวก็ศึกษาเรื่องการลงทุนอยู่บ้าง รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนีไม่พ้นที่ซักวันนึงต้องเจอครับ ตอนนี้ก็เปิดพอร์ตกับ KIM ENG เรียบร้อยแล้ว (หลังจากขี้เกียดอยู่นาน) อยากให้เพื่อนๆมาเป็นแมงเม… เอ้ย! มาศึกษาเรื่องการลงทุนด้วยกันเยอะๆครับ จะได้คุยกันได้ :)

SET

ชีวิตช่วงนี้

ช่วงนี้ก็พยายามลดน้ำหนัก (อีกแล้ว) แต่ครั้งนี้รู้สึกมีหวังมากกว่าครั้งอื่นๆครับ โดยมีหลักการดังนี้

  • กินสุกี้แห้งทะเล ตอนเที่ยง ทุกวัน (กินมาเดือนกว่าแล้ว เริ่มเบื่อ)
  • วัน จ. – ศ. ไม่กินข้าวเย็น เสาอาทิตย์ ตามสบาย
  • เต้นแอโรบิคเวลา 9:30 วัน จ. – ศ. (ทำมาได้ไม่นาน แต่เริ่มเบื่อหน้าครูสอนเต้นในวีดิโอแล้ว อยากหามาเพิ่ม)

ก่อนหน้านี้มักจะไปวิ่งออกกำลังกายที่สนามกีฬา (แห่งชาติ) แต่หลังๆรู้สึก overhead มันเยอะดังต่อไปนี้ ก็เลยเลิกไปแล้ว

  • ทำให้ iPod มีแบตก่อน และมีเพลงใหม่ที่ยังไม่เบื่อ
  • ใส่ถุงเท้า กางเกงวิ่ง รองเท้าวิ่ง เสื้อ
  • เดินออกไปที่สนามกีฬา (รวมไปกลับประมาณ 15 - 20 นาที)
  • วิ่ง (ประมาณ 20 – 30 นาที : เวลาต่ำสุดเพื่อให้เริ่ม Fat burn)

นอกนั้นก็ไม่ได้ทำไรมากมายครับ เล่น Street Fighter 4 บางวันอยากอ่านหนังสือก็อ่านบ้าง ศึกษาเรื่องการลงทุน (อย่างช้าๆ T-T แรงผลักดันมันต่ำน่ะ)

เรื่องน่าหงุดหงิดช่วงนี้ก็เป็นเรื่อง ADSL ของ TOT แต่ว่าตั้งแต่ได้บ่นกับพนักงานดูเหมือนอาการจะหายเป็นปลิดทิ้งไปเลย แต่ก็ไปขอให้ TRUE มาติดตั้งแล้วเหมือนกัน บ้านผมก็ไม่ได้อยู่นอกเมืองเลยนะครับแต่ TRUE ดันบอกว่าไม่แน่ใจว่าจะลากสายไปได้รึเปล่าอีก เลยต้องรอให้ช่างมา Survey ก่อนอีก

FatBurn

ปล. วันนี้โครตตั้งใจเขียนเลย อย่างที่เห็น

ปล2. ทำไมวันนี้เขียนได้ “ชีวิต” ขนาดนี้ T-T ไม่มีโค้ดซักบรรทัดเดียว

ปล3. อยากอ่านเรื่องทำนองเดียวกันจากเพื่อนๆนะครับ :)

Tags: , , , , Category: Life

In the Press

by m3rLinEz 16. August 2009 06:20

http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000091066

PowerNerdBoys 

พาดหัวข่าวต่างประเทศหลายเหตุการณ์ที่แสดงถึงการถูกจารกรรมความลับ และข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น ‘จีน’ แฮกระบบคอมพิวเตอร์ ‘เพนตากอน ‘ ‘เว็บไซต์กว่า 20 แห่งของเกาหลีใต้และสหรัฐถูกโสมแดงป่วน’ , รวบหนุ่มมาเลย์แฮกบัตรเครดิตทั่วโลก 5 พันล. ซึ่งล้วนแต่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป้าหมายที่มุ่งโจมตี คือ ความมั่นคงปลอดภัยระดับชาติ การฉวยประโยชน์จากความได้เปรียบทางเทคโนโลยี อาศัยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ บัตรเครดิตเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่มักจะถูกแฮกบ่อยครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินมหาศาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งอุดช่องโหว่ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากสามารถป้องกันภัยร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะถูกรุกราน (อีกครั้ง)

       โครงการ ‘Network Security Contest’ จึงเกิดขึ้นเพื่อมุ่งปลูกฝังให้เยาวชนเรียนรู้ เท่าทันภัยคุกคาม และสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการปกป้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
       ไพบูลย์ ชีวินศิริวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะ คอมมูนิเคชั่น โซลูชั่น จำกัด (TCS) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งโครงการฯ เปิดเผยว่า เริ่มจากการนำนิสิต นักศึกษาที่สนใจเรื่อง Network Security จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศมาเรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้ ถูกต้องเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ปลูกฝังการทำงานร่วมกันเป็นทีมในการค้นหาจุดอ่อนของระบบเครือ ข่ายและร่วมกันค้นหาวิธีป้องกันการแฮกระบบ โดยฝึกฝนผ่านรูปแบบของข้อสอบ และการปฏิบัติในระบบจำลอง
       โดยความร่วมมือของผู้ใหญ่ใจดี 2 ฝ่าย ทั้ง TCS และสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ควงแขนกระชับแน่นจัด Network Security Contest อย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี เชื่อมั่นว่า นิสิตนักศึกษาเหล่านี้คือ พลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ โครงการดังกล่าวจะช่วยจุดประกายให้สังคมไทยพัฒนาความรู้ความสามารถด้านความ มั่นคงปลอดภัย ท่าม กลางความรุนแรงของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทวีคูณขึ้น แม้จะไม่มีสาขาวิชาด้านระบบเครือข่าย (Network) และระบบรักษาความปลอดภัย (Security) โดยตรง แต่ศักยภาพด้าน Network Security ที่แฝงอยู่ในตัวเยาวชนเหล่านี้ไม่ได้เป็นรองความสามารถด้านอื่นเลย เพียงแต่ขาดโอกาสในการฝึกฝน เก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกเหนือ จากตำราเรียน
       พุทธิกร วรวุฒิวัฒน์ , สุพรรณ ฟ้ายง และ ณัฐวุฒิ กุลนิรันดร สามหนุ่มเดอะวินเนอร์รุ่นล่าสุด จากทีม SecueByte จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยเคล็ดลับความสำเร็จจากการคว้าแชมป์ในการแข่งขันครั้งนี้อยู่ที่ การเตรียมตัวที่ดี โดยการขอคำปรึกษาจากอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย การสอบถามจากรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์เข้าร่วมการแข่งขันเมื่อปีที่แล้ว การค้นคว้าหาข้อมูลและเครื่องมือต่างๆ (Tools) มาใช้ประโยชน์ จากเว็บ ศึกษาข้อกฎหมายจากพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตลอดจนการทำแล็บจำลองสถานการณ์จริง
“ทุก วันนี้ เรามีมือถือ มี Google เราอยากได้ข้อมูลอะไรเมื่อไหร่ เราก็โทร เราก็ Search หา แต่ว่าการแข่งขันในครั้งนี้ เราต้องอยู่ในสภาพออฟไลน์ตลอดเวลา ไม่สามารถหาข้อมูลได้ ทำให้เราได้รู้ว่าการเตรียมตัวที่ดีนั้นจริงๆ แล้วมันต้องเตรียมอะไรมาบ้าง เพราะว่าเมื่อเราเข้าห้องสอบแล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว”
       ทีม SecueByte ยังสะท้อนความคิดเห็นในตอนท้ายว่า “ ภายในมหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนวิชา Secure Network เหมือนกัน แต่ว่าไม่มีแล็บ ซึ่งผมอยากให้มี เพื่อให้นิสิตทุกคนได้ศึกษา ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้เข้าใจได้ว่าชื่อย่อต่างๆในอินเตอร์เน็ตจริงๆ แล้วคืออะไร ”
       ผศ.วิชาญ เลิศวิภาตระกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา(Uninet) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้ในภาคปฏิบัติว่า การที่เด็กได้มีโอกาสศึกษาหลักสูตร Network ในภาคปฏิบัติ สามารถส่งเสริมภาคทฤษฎีและช่วยให้นิสิตนักศึกษาทุกคนรู้ในเรื่องการเรียนมาก ขึ้น ซึ่งโครงการ Network Security Contest เป็นเหมือนเอกลักษณ์ของหลักสูตร Network อย่างหนึ่งไปแล้วด้วยรูปแบบของเนื้อหาเทคโนโลยีที่ยังไม่เคยมีหน่วยงานไหน จัดงานในลักษณะนี้มาก่อน
       ภัยคุกคามจากการแทรกซึมและทำลายทางคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยช่องว่างของระบบรักษาความปลอดภัยยังคงเกิดขึ้นได้เสมอ TCS จึงตอกย้ำบทบาทการเป็นตัวกลางคอยกระตุ้นและจุดประกายให้หน่วยงานการ ศึกษาต่างๆ พัฒนาความสามารถของนิสิตนักศึกษาในด้านเน็ตเวิร์ก และซีเคียวริตี โครงการ ‘Network Security Contest 2009’ ปีที่ 4 กำลังจะเปิดฉากขึ้นครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระจายโอกาสให้กับนิสิต นักศึกษา ทุกสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศอย่างทั่วถึง ได้จัดให้มีศูนย์สอบอยู่ 5 ศูนย์ ทั่วประเทศ โดยผู้สมัครสามารถเลือกศูนย์สอบได้ภาคเหนือ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ภาคใต้  ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่, ภาคตะวันออก  ที่มหาวิทยาลัยบูรพา, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่   มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคกลางที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ใคร ที่สนใจ เตรียมลับสมองมาประลองการสร้างกำแพงให้หนาแน่น พร้อมรวบรวมสมาชิกให้ครบทีมละ 3 คน ไม่จำกัดคณะและภาควิชา สมัครมาได้ที่แผนกการตลาด บริษัท เดอะ คอมมูนิเคชั่น โซลูชั่น จำกัด หรือ Email: TCSMKT@g-able.com ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 ตุลาคม 2552 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2685-9436,9437

Company Relate Link :
TCS
สกอ.

ปลื้มมม ดีใจ ปกติไปแข่งพวกนี้บ่อย เคยมีข่าวบ้าง แต่ไม่เคยมีอันไหน address ชื่อตรงๆ ขอเซฟเก็บไว้หน่อย TvT

Tags: , , , Category: Life

รับปริญญา

by m3rLinEz 14. July 2009 00:41

GantGoHard

เลือกรูปไม่ได้ ทำอันใหม่ดีกว่า ขอเป็นเด็กเลวหนึ่งวัน ฮ่าๆ (จริงๆเป็นอยู่แล้วทุกวัน :)) ดูมันเหมือนทำโฟโต้ชอปมั่วๆ แต่จริงๆแล้ว … มันก็มั่วนั่นแหละครับ :D (แรงบันดาลใจ: Street Fighter 4)

เหตุการณ์วันจริงก็ไม่มีอะไรมากมาย หลังจากรับพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาถวายบังคมที่ลานหน้าพระบรมรูปสองรัชกาล แล้วก็เริ่มกิจกรรมถ่ายรูป ..

ในวันนั้นก็นัดญาติๆมาถ่ายรูปด้วยกันมากมายครับ แต่ได้ถ่ายจริงๆแค่ไม่ถึง 1 ชม. ที่เสียดายและรู้สึกผิดคือไม่ค่อยมีรูปครอบครัว 4 คนเลย (ป๊า ม๊า แก๊น ฟง) - -‘ วันนั้นก็มัวแต่วิ่งถ่ายรูปไปทั่ว ให้ความใส่ใจกับทุกคนไม่ถูก คิดว่าหลายคนคงเป็นอาการเดียวกัน

ประมาณ 1:30 PM นัดถ่ายรูปรวมใต้ตึก 4 ก็ได้ถ่ายรูปกับเพื่อนในภาควิชาหลายคน แล้วก็อาจารย์หลายท่านด้วยครับ

ตกเย็นกลับบ้าน ประมาณ 5 โมงฝนก็เริ่มตกหนักเลย

เดินทางถึงบ้าน ถอดชุดครุย ก็ถือว่าจบภารกิจของการเป็นนิสิตวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 4 ปี ในจุฬา โดยสมบูรณ์

ขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องครับ :)

Tags: Category: Life

Most comments

khimkhim khimkhim
1 comments
weaw weaw
1 comments
domehuhu domehuhu
1 comments

RecentComments

Comment RSS