จัดการโทรศัพท์โรคจิต

25. June 2009

วันก่อนระหว่างผมเดินห้างอยู่กับเพื่อนสาวก็มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆโทรเข้ามาครับ โทรแล้วก็ไม่พูด เงียบ … สอบถามเจ้าของโทรศัพท์แล้วได้ความว่ามีเบอร์ทำนองนี้โทรมาอยู่เนืองๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเบอร์เดียวกันรึเปล่า ผมเลยเอาเบอร์เครื่องตัวเองโทรกลับไป แล้วเงียบบ้าง :P

ผลปรากฎว่าได้ยินเสียงเป็นผู้ชาย ก็ปกติดีนะครับ ไม่ได้ดูเป็นเสียงคนชั่วอะไร (ฮ่าๆ อย่าตัดสินคนจากเสียง) แล้วก็ได้ยินเสียง background เหมือนอยู่ในห้อง เปิดทีวีด้วย ผมก็เลยกดวางไป คิดว่าคงไม่มีอะไรมั้ง .. หลังจากนั้นผมก็ขอตัวเข้าห้องน้ำไปอึ …

ขณะอึอย่างสบายใจ … ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา … เอ่า ตายล่ะ! เบอร์นั้นโทรกลับเข้ามา 3 missed call (ผมเปิดสั่นไว้ แล้วถอดกางเกงอึ ก็เลยไม่รู้สึก) ซักครู่นึงก็โทรกลับเข้ามาอีก คราวนี้ผมเลยรับสายแล้วพูดตามปกติ ก็กลายเป็นว่าฝั่งโน้นเงียบแทน แล้ววางสายไป

ผมเลยนั่งเบ่งต่อ …

ผ่านไปครู่เดียว มีเบอร์แปลกโทรเข้ามา ผมก็รับสาย .. ฝั่งโน้นเงียบ แล้ววาง … แล้วก็มีเบอร์แปลกๆที่ไม่ซ้ำกันเลยโทรมาอีกนับสิบๆๆๆๆสาย … ทั้งเป็นสายซ้อนบ้าบออะไร โทรเข้ามาเรื่อยๆ โดยเบอร์แทบจะไม่ซ้ำกันเลย !

ในเบื้องต้นผมสันนิษฐานว่า …

  1. Office โรคจิตของมันคงมีเบอร์ให้ใช้หลายเบอร์  เลยคิดจะใช้เบอร์หลายเบอร์พวกนั้นโทรกลับมาก่อกวน … ไปๆมาๆเบอร์มันมากเกินไปแล้วว่ะ = =’’ คงไม่ใช่
  2. มันพยายามใช้เบอร์มากมายโทรเข้ามาที่เบอร์ผม เพื่อให้ผมไปมีส่วนในเครือข่ายการติดต่ออะไรบางอย่าง หรือเพื่อให้เวลารัฐบาลเอา log การโทรหากันของกลุ่มพวกมันมาวิเคราะห์ดูแล้ว ไม่สามารถระบุได้ว่าใครอยู่ในเครือข่ายจริงๆของมันบ้าง … =..=’ อันนีผมดูหนัง + อ่านโคนันมากไป

คนที่โทรเข้ามารายต่างๆมีอาการดังต่อไปนี้

  1. โทรเข้ามาแล้วก็เงียบ ฟังเสียงผม แล้วก็วาง
  2. โทรเข้ามาแล้วก็เงียบ พูดว่าขอสายคุณ xxxx เร็วๆ พอบอกว่าไม่มี ก็วางทันที
  3. โทรเข้ามา แล้วขอสายคุณ xxxx พอบอกว่าไม่มีก็เหมือนจะพยายามตื้ออีกนิดนึง แล้วก็วาง

เรื่องนี้ทำผมหัวเสียไปทั้งบ่าย จนเบอร์หลังๆที่โทรมาผมเริ่มเดือดจนชักจะไม่ไหว ก็เลยด่าๆกลับไปบ้างว่า “เบอร์นี้ที่โทรมาซ้ำๆกันใช่รึเปล่า” “จะโทรมาทำเบื้อกอะไรกันมากมายวะ!” … อะไรทำนองนั้น  จนสุดท้ายพวกมันก็ยังโทรกระหน่ำเข้ามาจนผมทนไม่ไหว ก็เลยปิดเครื่องไป

เพื่อนผมพยายามเสนอให้โทรไปหา Operator DTAC เผื่อมันจะช่วยได้เหมือนเคส หลงป่า บ้าง แต่สุดท้าย Operator บอกว่าถ้าจะบล็อคเบอร์ก็จะบล็อคได้แค่ 20 เบอร์ + มีค่าใช้จ่ายรายเดือน …

อ่านถึงตรงนี้มีทฤษฎีอะไรกันบ้างครับ ???

หลังจากนั้นระหว่างนั่งรถไฟฟ้า BTS กลับมา ผมก็เอะใจคิดทฤษฎีใหม่ได้นิดหน่อย …..  ผมเลยคิดจะปลอมตัวเป็นไอ่คุณ xxxx ดีกว่า หลอกถาม เผื่อจะรู้ได้บ้างว่าเอาเบอร์มาจากไหน มาจาก “เว็บ” อะไร ว่าแล้วหลังจากเปิดเครื่องได้ไม่ถึง 11 วินาที ก็มีสายเข้ามาทันที = =’’

U: ฮัลโหล

G: ครับ xxxx พูดครับ

U: (งง) … ขอโทษครับ โทรผิด

G: เด๋วๆๆๆๆ! แป๊บนึงครับพี่

U: ครับ

G: คือว่ามีคนโทรเข้ามาที่เบอร์นี้เยอะมากเลย ได้เบอร์มาจากไหนเหรอครับ

U: อ่อ … ก็ เค้าส่งๆต่อๆกันมา

G: ส่งต่อมา ? ยังไงเหรอครับ ?

U: ก็ … พวกห้องแชทอะไรนี่น่ะ

G: เอ่อ ….. เกี่ยวกับพวก “ผู้หญิง” อะไรแบบนี้รึเปล่าครับ

U: ครับ …

G: อ่อ … ครับ ถ้างั้นพี่ช่วยแก้ข่าวให้หน่อยได้รึเปล่าครับ คงมีคนเอาเบอร์ผมไปแกล้งน่ะ

U: ครับ ได้ครับ

G: ขอบคุณมากครับ

สมมติฐานผมถูก ตรงนี้ถือว่าเข้าใจตรงกันนะครับ ว่าไอคุณโรคจิตคนแรก เค้าเอาเบอร์ผมไปทำ “อะไร” ใน “แชมรูม”

นับว่าในแดนคนตาบอด คนที่มีตาเดียวคือพระราชา ….. เอ้ย! ไม่ใช่! หมายถึงก็ยังมีคนดีอยู่บ้าง หลังจากนั้นโทรศัพท์ก็เงียบไปเลยอย่างน่าอัศจรรย์ครับ …. อาจจะงงว่าโทรศัพท์เงียบมันวิเศษตรงไหน แต่ถ้าคุณอยู่ตรงนั้นคุณจะรู้สึกแบบผมครับ TvT

ต่อจากนั้นมา คืนนั้นก็มีโทรศัพท์เข้ามาตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสาม หกโมง เจ็ดโมง เบอร์เดียวกัน … ผมเลยเมสเสจกลับไปว่า “ผิดคนแล้ว มีคนเอาเบอร์ผมไปแกล้ง” แล้วฝั่งนั้นก็เงียบไป

จบเหตุการณ์นี้ผมสยองกับสังคมไทยมากเลยครับ ถึงวันนี้จะตั้งชื่อเรื่องว่าจัดการโทรศัพท์โรคจิต แต่จริงๆแล้วผมไม่ได้จัดการเอาเรื่องอะไรกับมันเลย ทำงานแล้วเวลาก็ไม่ค่อยจะมี ประกอบกับผมคิดว่าตำรวจไทยก็คงพึ่งอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ถ้ามันเอาเบอร์ผมไปโพสต์ตามเว็บบอร์ด ผมอาจจะได้รับผลประโยชน์จาก พรบ.ใหม่ (ซึ่งเก็บหลักฐานนาน) ในการลากคอคนที่มันโพสต์มาจัดการซักหน่อย แต่พอมันเป็นของแบบในแชทรูมแบบนี้แล้วผมก็คิดว่าโอกาสมันคงน้อยกว่า + ไม่อยากเปลืองเวลา เปลืองตัว หยุดโทรมาผมก็โอเคแล้ว

ปลสน. เหตุการณ์ทำนองนี้มันทำนองเดียวกับ DDoS (Distributed Denial of Service) คือมี peer โง่ๆ จำนวนมากโจมตีมาที่จุดเดียว เป็นที่มาของชื่อเรื่องภาษาอังกฤษของวันนี้ครับ :)

Life ,

เฟรนด์ชิปหายไปไหน ?

4. June 2009

P1020006

(รูปจากวันปัจฉิม ต.อ.65)

ผมได้แชร์ข้อสังเกตของผมกับเพื่อนหลายคนครับ ว่าสมัยก่อนเวลาเราจะเรียนจบหรือว่าปิดค่าย หรืออะไรก็ตามแต่ จะมีการเขียนเฟรนด์ชิปให้กัน แต่ตอนที่ผมจบจากวิศวฯมาผมแทบไม่เห็นเฟรนด์ชิปปลิวว่อนไปมาเหมือนแต่ก่อนเลย …

ถ้าจะลองเดาดูเล่นๆ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนมีเพื่อนน้อยอยู่แล้ว อาจจะไม่มีคนส่งให้เขียน … ก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นเพราะคนที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยก็โตๆกันแล้ว ไม่ได้เข้าเรียนด้วยกันเสมอ อาจจะไม่ได้สนิทกันมากก็เลยไม่เขียน … ก็ไม่แปลก

แต่หลังจากสังเกตคนรอบๆตัว ทั้งน้องสาว ลูกพี่ลูกน้อง และอื่นๆ ต่างไม่มีคนใช้เฟรนด์ชิปเลย น่าแปลกที่ตอนสมัยประถม – ม.ปลาย ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ผมจึงคิดว่านี่คงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดเฉพาะกับระดับมหาวิทยาลัยแล้วล่ะมั้ง ...

หลังจากลองนั่งคิดดูแล้วก็สรุปได้ว่า อาจเกิดจากสาเหตุหลัก คือ เรื่องความก้าวหน้าของการสื่อสารในปัจจุบัน

ยุคโทรศัพท์มือถือ

  • คิดถึงอยากคุย โทรไปก็ได้ยินเสียง นัดไปกินข้าว
  • วันเกิด ส่งเมสเสจไปหน่อย
  • ค่าโทร โปรบุฟเฟต์ คุยกันให้ตายไปข้างนึงเลย

ยุค Hi5 – Facebook

  • แต่งหน้าโปรไฟล์ แสดงความเป็นตัวตนด้วย JavaScript และ litter … เอ้ย … glitter
  • คิดถึงก็ไปเม้นท์ๆ มิสๆ ซะหน่อย ไม่มีอะไรก็ใส่เข้าไปเถอะ คิดถึง เป็นไงบ้าง เรียนไรอยู่ บลา บลา
  • ไปเที่ยวด้วยกันมาก็ต้องเอารูปมาอวดแล้ว tag หน้าตัวเองซะหน่อย
  • ว่างๆก็ไปช่วยมันขายอาหารใน Restaurant City หรือไปช่วยปล้นธนาคารใน Mafia Wars

ยุค 3G

  • คุยกันก็เห็นบรรยากาศรอบๆได้ เทอๆ หน้าเหี่ยวไปแค่ไหนแล้ว ..
  • “ตอนนี้อยู่ที่ไหน ??” …. (ถ้าจะมีเทคโนโลยีโกง นอกจากจะต้องจัดการเสียงรอบข้างแล้ว ยังต้องใช้ Image Processing จัดการภาพพื้นหลังด้วย!)
  • …….(เติมคำในช่องว่าง)

สรุปได้โดยง่ายว่า คนในยุคปัจจุบันนั้น Stay Connected ครับ

เฟรนด์ชิปจึงสูญพันธ์ด้วยประการฉะนี้ …

ปล. แรงบันดาลใจในการเขียนของผม คืออยากเขียนเรื่องให้มันเข้ากับรูปด้านบนเท่านั้นแหละ ฮาาา

Life , , ,

แฟมิลี่หมูกะทะ

21. May 2009

ประชุมชมรม เหมือนกับว่าจะโดนกระตุ้นโดย @กร สนับสนุนโดยประธาน @ปันปัน แต่กรดันต้องไปรับใช้ชาติ ขาดประชุมซะงั้น คนอื่นๆไม่ยอมมา เหอะๆ (ปันแอบบอกด้วยว่าจัดเนื่องในโอกาส @จีโนม ออกจากชมรม และ @ยิ้ง เข้าชมรมครับ :P)

ผู้เข้าร่วม: ปัน จีโนม ยิ้ง กอล์ฟเกม ต้น (ซ้ายไปขวา) และ แก๊น กับ โอปอล (ไม่อยู่ในรูป)

PIC_0424

เดินทางไปร้านได้ง่ายมากครับ ลงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีเพชรบุรี ออกทางออก 1 เดินตรงออกไปที่ถนนแล้วเลี้ยวซ้ายมาเจอเลย ขอตั้งขอสังเกตดังนี้

  • เป็นร้านหมูกะทะที่หลายคนแนะนำมาครับ ดูรูปใน Pantip แล้วน่ากินมาก
  • ราคาตอนนี้กลายเป็น 109++ (หมู) และ 199++ (ทะเล) แล้ว
  • น้ำแพง (น้ำเปล่าขวดแก้ว 22 โค้ก 69) น้ำแข็์งแพง (ถัง 59) ห้ามกินเหลือ (กุ้งเหลือตัวละ 20) เปลี่ยนกะทะ 20 บาท
  • แต่นั่งนานเท่าไหร่ก็ได้นะ
  • ไฮไลท์ก็มีกุ้งครับ ตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ แกะยากมาก ส่วนหนึ่งเพราะมันร้อนด้วยแหละ
  • เป็นครั้งแรกที่ผมได้กินกุ้งกะทะ(ตะแกรง) หลังจากที่อยากลองมานาน ตะแกรงย่างไฟแรงช่วงแรกๆ แต่หลังๆย่างช้ามาก Productivity เข้าใกล้ศูนย์
  • โอปอลพยายาม ย่าง ปู มาก
  • เกิดการเปรียบเทียบกับชาบูชิโดยเพื่อนๆของผม ผลที่ประชุมบอกว่าไม่คุ้มค่าพอครับ :P
  • ไปกัน 7 คน หารๆมาแล้วได้ประมาณ 270 บาท / คน

ส่วนตัวผมเองคิดว่า เป็นอะไรแปลกใหม่ดี 555+ ใครไม่เคยแนวนี้ และไม่อยากกินร้านปลาทอง (ใกล้สุดๆ) ลองๆดูนะ

สถาปัตยกรรมการกินหมูกระทะ

ช่วงแรกพวกผมมีปัญหากับการย่างกุ้งมากครับ จากกุ้งดิบๆ

Live-Prawn

เอามาผ่านกระบวนการย่าง

Process

ได้กุ้งสุก ที่ร้อนมากกกกกกกกกกกกก แกะแล้วลวกมือ

Dead-Prawn

พวกผมจึงแก้ปัญหาโดยเพิ่ม Layer เข้าไปอันนึง คือ Buffer พักกุ้ง ครับ! (เราเรียกมันว่า บัฟเฟอร์ จริงๆ)

กุ้งที่โดนย่างแล้วจะโดนพักไว้ที่ buffer ก่อนเพื่อลดความร้อนแรง หลังจากนั้นถ้ามี request เข้ามา ก็จะถูกโยนไปให้ buffer รับหน้าที่ครับ ผู้ request ก็จะได้รับ กุ้งที่ไม่ร้อนมาก กลับไป

Buffer

Source ->Live-Prawn -> Process  -> Buffer -> Consumer!

ปล. ขอสรุปว่า ที่ผมโพสต์นี่เพราะแค่อยากวาดรูปเล่นครับ! จบข่าว อย่าลืมชมว่าวาดสวยนะ :P

ปล2. ตอนนี้เริ่มปวดท้องคลื่นไส้ - -‘ แหวะ

Life , ,

วิธี share EDGE/GPRS จาก Windows Mobile ให้ PC

13. May 2009

สืบเนื่องจากวันนี้ ADSL จาก TOT .. มันทำตัวบัดซบอีกแล้ว (ฝนตกแล้วเป็นงี้ทุกทีให้ตายเหอะ -- ฝนไม่ตกก็เป็น) และระหว่างนอนฝันอยู่กลางดึกก็นึกขึ้นได้ว่า “เฮ้ย TeckChek TCP/IP มันหมดอายุวันนี้นี่หว่า!” .. เคยขอพี่เค้าเลื่อนเวลามาแล้วรอบนึง ครั้งนี้เลยไม่อยากกวนให้เค้าเลื่อนให้อีกรอบ >..< ไอ้เน็ตบ้าก็ใช้ไม่ได้ เลยได้ทดสอบ Windows Mobile เลย ขลุกขลักพอควร แต่ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องหาข้อมูลจาก internet!

จดไว้กันลืม

  • Windows Mobile 6
  • Windows Vista
    1. เข้า Control Panel ไป Network and Sharing Center ไรเทือกนั้น
    2. เลือก Add new network connection (ประมาณนี้)
    3. เลือก Bluetooth PAN
    4. หลังจากนั้นให้แน่ใจว่าเปิด BT ของโทรศัพท์ รวมทั้งตั้งให้มัน discoverable แล้วด้วย
    5. จะมีการทำ Pair เล็กน้อยตามสเตป
    6. หลังจากนั้นเมื่อกด connect จะพบความล้มเหลว >..< (อ้าว เฮ้ย!)
    7. ต้องไปเปิดโปรแกรม Internet Sharing ที่ WM ก่อน (Program แล้ว Internet Sharing)
    8. เลือก Connection เป็น BT แล้วกด Connect เครื่องจะต่อ EDGE/GPRS
    9. ทำสเตปเดิมที่ PC โดยการกด Connect อีกรอบ คราวนี้จะต่อได้
    10. ไป Disable LAN/Wifi ซะ จะได้มี connection อันเดียว ไม่งั้นมันจะเลือกใช้ทั้งสองอัน ทำให้ใช้เน็ตได้บ้างไม่ได้บ้าง ให้มันต่อผ่าน WM อย่างเดียว

เฮ้อ .. อยากเปลี่ยนไปใช้ ADSL เจ้าอื่นจังเลย แต่ก็ขี้เกี่ยดซะงั้น รอว่างๆก่อนเถอะ …. โทรศัพท์บ้านคนเค้าก็ไม่ใช้แล้ว (โชคดีที่ยังมีพวกบริษัท) ADSL ดันห่วยอีก จะเหลือเหรอวะครับเนี่ย ฮึ่ม …

Life , , ,

โต๊ะทำงานตอนปี 2004

11. May 2009

10090001

Life

ทำงานเดือนแรก

6. May 2009

เดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมาเป็นเดือนแรกที่เข้าทำงานที่ Thomson Reuters เคยเล่าสั้นๆไปก่อนหน้านี้รอบนึงแล้วเรื่อง ทำงานสัปดาห์แรก สนใจลองอ่านดูได้นะจ๊ะ : )

ตอนนี้เพื่อนๆที่เข้าบริษัทไปตอนเดือนเมษาพร้อมกันก็มีหลายแผนก ทั้งเป็น Developer, QA, Infra และ Support จากที่ฟังมาดูเหมือนทุกคนจะถูก assign งานเป็นชิ้นๆกันหมดแล้ว แต่ผมยังต้องเทรนตามโปรแกรมอีก ~ 3 เดือน ก่อนจะเริ่มให้ Service ได้จริงๆ o__o’ หนทางยาวไกลเหลือเกิน ตอนนี้ที่เครื่องยังไม่มี Compiler เลยฮะ เหงาจัง T-T

งานช่วงนี้เลยมักจะเป็นการอ่านเอกสาร แล้วก็ฟังเซสชันที่จัดเองโดยพี่ๆในทีม ช่วงแรกๆที่เข้าไปในทีมใหม่ๆก็ยังทำอะไรไม่ถูก บางทีผมก็ไปชวนน้องฝึกงานที่เป็นน้องปี 4 ที่ภาคคุย (น้องเบนซ์) ไปหาเพื่อนๆบ้าง แต่ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าที่แล้วครับ พี่ๆเป็นกันเองมาก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพี่โป้งเพิ่งพาไปเลี้ยง Fuji มา ทำให้ค้นพบความจริงว่า Fuji ที่โลตัสพระราม 1 ใกล้ๆบ้าน นี่มันห่วยแตกจริงๆ - -‘’

ที่ทำงานมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำตัวให้เป็น Dell รุ่นหนึ่ง  .. ซึ่งจริงๆแล้วเป็นรุ่นที่ลังเลก่อนหน้าจะถอย Thinkpad X200 เลยทีเดียว (จำได้ว่าน้ำหนักมันเบาพอๆกัน) อดรุสึกไม่ได้ว่าซื้อโน้ตบุ๊คมาไม่ค่อยคุ้มเลยแฮะ แหะๆ และเนื่องจากว่ามันเป็นรุ่นใหม่มากกกก ก็เลยได้กลายเป็นคนดังของแผนก RDC มีพี่ๆมารุมล้อมในชั่วข้ามคืน …’’

มีคอมก็ต้องใช้โปรแกรม แต่โดยปกติ จะลงโปรแกรมอะไรแปลกๆเพิ่มบนคอมต้องขออนุญาตก่อน ดังนั้นเลยต้องเป็นเด็กดี ใช้ IE6 เข้า GMail มันปรับให้เป็นโหมด Simple ให้อัตโนมัติ เศร้ามาก .. แต่ตอนนี้แฮปปี้แล้วด้วยเหตุผลบางอย่างครับ หึหึหึ

เอาไว้แค่นี้ก่อนดีกว่า ถ้ามีเหตุการณ์ตื่นเต้นจะเล่าต่ออีกรอบ :D

Life ,

The Manhattan Fish Market

6. May 2009

วันอังคารที่ผ่านมาหยุด ก็เลยไปเดินเล่นกับแจนที่เซ็นทรัลเวิร์ล เคยเดินผ่านร้านนี้หลายรอบแล้ว แต่สินค้าของทางร้านไม่เคยแตะปากซักที :P เดินผ่านหน้าร้านเห็นมีเมนูรวม Seafood ย่าง น่าทานมาก ราคา 435 + VAT สำหรับสองคน

PIC_0401

ฐานรองจานครับ บางเมนูคงร้อน

 

PIC_0402

จานที่รอคอย .. ถ้ารูปยังไม่ดึงดูดพอ ลองไปดูกระทู้ที่พันทิบ :D ถ้าเปิดตอนกลางคืนอาจทำให้นอนไม่หลับได้

ในจานมีกุ้งมาให้ 4 ตัว หอยอีก 4 มีปลาหมึก แล้วก็ปลาชิ้นใหญ่ ข้าวผัดกระเทียม/เนย

และ เฟรนช์ฟรายอีกมากมาย กินกับแจนสองคนก็อิ่มนะ

PIC_0404

ไฮไลท์ :’) จะให้ดูว่าถาดเบ้อเริ่มเลย แต่คนตัวเล็ก (จริงเหรอว้า .~)

โดยรวมแล้วก็ชอบนะครับ แต่ถ้าคนไม่ชอบพวกของเลี่ยนๆ เนยๆ ไปกินอาจจะไม่ชอบก็ได้ เฟรนช์ฟรายชิ้นใหญ่อร่อยดี

ราคากลางๆ .. (จริงๆพอคิดว่าต้องใช้เงินเดือนแล้วอยากบอกว่าแพงว่ะ) แต่ถ้าคิดว่าเป็นการลองอาหารแปลกตาๆซักครั้ง ก็ไม่เลวนะเออ ; )

Life

Yes, Once More!

29. April 2009

YesMan

ดูเรื่องนี้บนเครื่องบินตอนไปเที่ยวสงกรานต์ ซับภาษาดูไบ .. (เรียกไม่ถูกอ่ะ)

ไม่ได้ดูหนังที่ให้อารมณ์แบบว่า ดูแล้วฉุกคิดได้ อะไรแบบนี้มานานมากแล้ว

ผมเคยเป็น Yes Man มาตลอดชีวิต จนบางทีรู้สึกว่าชีวิตวุ่นวายเกินไป หาความสงบไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นการรับงานการกุศลทั้งหลายมาทำสมัยอยู่เตรียมฯนั่นแหละ เราเองก็ไม่ค่อยฉลาดที่จะเลือกเท่าไหร่ แต่การทำแบบนั้นก็เปิดโลกทัศน์ให้ตัวเองมากมาย จนถึงจุดนึงที่รู้สึกว่าไม่คุ้ม ..

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่มหาวิทยาลัย ผมจึงเริ่ม “ปฎิเสธ” มากขึ้นมากๆ จนถึงเรียนจบนี่แหละ ถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเสียโอกาสดีๆหลายอย่างในชีวิตไป

ตัวหนังมันเสนอการใช้ Yes ได้อย่าง extreme มาก ซึ่งจะไม่ขอพูดถึง แต่สิ่งที่ได้มาและรู้สึกว่า benefit กับตัวเองมากๆ คือเรื่องของการเปิดรับโอกาส “ใหม่ๆ” นี่แหละ ขอเอาหนังเรื่องนี้ขึ้นหิ้งโปรดอีกเรื่อง (หิ้งโปรดของผมค่อนข้างจะแปลกหน่อย เนื่องจากดูไม่บ่อย หลายแนว บางทีก็ชอบไปหมด)

หวังว่าตอนนี้ยังคงไม่สายไป ..

Life ,

สวิตเซอร์แลนด์

21. April 2009

SwitzerlandGantFong

(ถ่ายกับน้องฟง ที่ Gornergrat)

สงกรานต์ที่ผ่านมาหนีความร้อนของบรรยากาศการเมืองไทยไปเที่ยว Switzerland มาครับ บุพการีพาไปไม่มีพลาดอยู่แล้ว :P แต่ก็ไม่รู้จริงๆนะว่าช่วงที่ไม่อยู่การเมืองมันจะร้อนแรงขนาดนั้น

4 ปีหลังนี่ที่บ้านไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ตลอดเลยครับ เป็นเรื่องที่ดีมาก อาจจะเป็นเพราะป๊าม๊าเห็นความสำคัญของการเปิดโลก หรือน้องสาวอายุมากพอจะเห็นคุณค่าของการไปเที่ยวแล้วก็เป็นได้ ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่ได้ไป และก็ไม่ได้ไปกับทัวร์ แต่คุณปาป๊าหาข้อมูลเอง อ่านเอง ลุยกันเอง สนุกดี แต่เมื่อยชิบ (จากการแบกของและเป้) จากการวิเคราะห์ด้วยตนเองแล้วพบว่าถูกกว่าทัวร์ประมาณ 25000 ต่อคน แต่ก็มี tradeoff ดังที่กล่าวมา

ขี้เกียดเขียนเล่าทัวร์ยาวๆ เขียนเป็น Key Points ดีกว่า

  • ของที่สวิตแพงมากมาย โค้กถูกสุดที่ 1.1 CHF หรือประมาณ 35 บาท ราคาปกติอยู่ที่ 3 CHF (95 บาท) และแพงสุด (ขายตามสถานที่ท่องเที่ยว และสนามบิน) 4.7 CHF (150 บาท)
  • อากาศหนาวสุดคือที่ –8 C บน Jungfraujoch (เป็นเขาสูงประมาณ 3400 m) ส่วนร้อนสุดก็ใส่เสื้อยืดซักสองชั้นเดินได้สบาย ไม่ได้ดูว่าเท่าไหร่
  • ซื้อโค้ทถูกๆหนาๆไปใส่ ตอนอยู่บนเขาก็ปกติดี แต่พออยู่ในเมืองแล้วเราใส่เสื้อหนาๆแบบเว่อร์เกินไป ก็อายคนแถวนั้น
  • เจอคนไทยแทบจะทุกที่เลยครับ
  • พักโฮสเตล มันจะออกแนวหอพักมากกว่าโรงแรม ต้องบริการตัวเองเยอะหน่อย ราคาถูกกว่าครึ่งนึง ตกคืนละเฉลี่ยประมาณ 160 CHF หรือประมาณ 5000 บาทไทย แต่ที่พักก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ ดีกว่าที่เคยเจอที่ฮ่องกงหลายเท่าตัว
  • มีร้านค้าชื่อ Coop และ Migros ขายของราคาถูก (ถูกของที่นั่นน่ะนะ –_-‘) มันจะแนวๆ Lotus, Makro อะไรแบบนั้นอ่ะครับ แต่sหน้าร้านจะคล้ายๆ 7-11 บางสาขาก็ใหญ่โต
  • ซื้อ Swisspass ก็จะสามารถใช้บริการขนส่งมวลชน หรือเข้าสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งได้ฟรี (หรือลดราคา) แต่ Swisspass ที่แพงเอาเรื่องเลย คร่าวๆประมาณ 350 CHF ไม่คิดเป็นบาทให้แล้วกัน บรื๋ออ~
  • ขนส่งมวลชนที่นั่นเทพมากครับ! ตารางว่ายังไงมาตามนั้นเลย ตรงในหน่วยนาที! ทั้งรถบัส รถไฟ เรือ ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศเค้าขายนาฬิกา ยังสงสัยอยู่เลยว่าถ้าคนสวิตมาเมืองไทยของเรา จะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง (วะ)
  • แทบไม่มีน้ำเปล่าขาย เค้าให้กินจากก็อก แต่ก็ไม่ค่อยกล้าอ่ะนะ เปลี่ยนไปกินโค้กและน้ำส้มแสนแพงแทน
  • แอบรู้สึกว่าคนที่นั่นเหยียดคนเอเชียยังไงไม่ทราบ –_-‘ แต่ก็อาจจะคิดไปเอง
  • วันหลังๆ ปาป๊าทนอาหารที่ั่นั่นไม่ได้ ต้องต้มมาม่าที่เตรียมมากันเป็นมื้อเย็น (ไม่เคยรู้สึกว่ามาม่าอร่อยขนาดนี้ T_T) + ซื้ออาหารจีน/ไทยมากิน ลองคิดดูถึงข้าวผัดกล่องโฟมโง่ๆ ราคาตั้ง 600 บาทแน่ะ
  • ช็อคโกเลตที่นั่นมีขายเต็มไปหมดเลยครับ ถูกสุดก็ที่ Coop หลังช่วงเทศกาล Easter มีลดราคา 50% ด้วย มีกระต่ายเต็มไปหมดเลย
  • ช็อคโกเลตที่ Duty Free ของ Switzerland แพงกว่าที่ Coop + Migros นักครับ อย่าหวังไปตายดาบหน้าแบบผม
  • Luzern เป็นเมือง shopping ที่ทัวร์ไปลงเยอะมาก หลายร้านเช่นร้านขายนาฬิกา ติดธงชาติไทยไว้หน้าร้านเลยครับ เขียนอวยพรวันสงกรานต์เรียบร้อย (เข้าใจว่าคงติดธงแค่ช่วงนี้)
  • ร้านส่วนใหญ่ปิดกันเร็วมาก 6 โมงเย็นก็ปิดกันหมดแล้ว ถ้ายังไม่ได้ Stock อาหารไว้ก่อน 6 โมงนี่แทบอดตาย
  • มีวันนึงต้องไปซื้ออาหารอินเดียกิน เพราะร้านอื่นปิดหมด ได้อาหารแนวๆ แกงกระหรี่เนื้อไก่มาในราคา 34 CHF! หรือ 900 บาท ยังเสียใจอยู่จนวันนี้ T-T
  • หิมะ ขาว มาก
  • ได้ลอง Juggling snow ball ด้วยครับ อาจารย์ธงชัยคงภูมิใจ :P
  • Roaming ของ DTAC นาทีละ 60 บาท (รับสาย) โทรออกราคาประมาณ 120 บาท / นาที
  • ใช้บัตรชื่อ Telecard โทรกับตู้ Swisscom ได้ราคาประมาณ 7-8 บาท / นาที
  • ไปกับ Emirates ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ ขาไปรู้สึกว่าอาหารดีใช้ได้ แต่ขากลับไม่ปลื้มแฮะ แต่ป๊าม๊าบอกว่าอาหารห่วย นั่งไปดูไบ 6 ชม. ไป Switzerland 6 ชม.
  • คนใน Switzerland หลากหลายภาษาและเชื้อชาติ ใช้ทั้งภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สวิต ปนๆกันไป และ Skill ภาษาอังกฤษคนพวกนี้ บางทีผมก็รู้สึกว่าไม่ได้ดีกว่าคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้กลางๆเลย
  • ชอบตอนขึ้นเขา Gornergrat ที่สุดครับ สุดคุ้มๆ : )
  • ป๊าซื้อนาฬิกาเข็มเรือนแรกให้ T-T จริงๆก็ชอบ G-Shock มากกว่านะครับ นาฬิกาเข็มมันดูดีแต่ตอบโจทย์การใช้งาน (ของฉัน) ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ทั้งเรื่องการดูในที่มืด การจับเวลา การปรับ Time Zone (จริงๆเรื่องนี้อยากแตกประเด็นไปเขียนอีกเรื่องเลย) การที่ทุกวันนี้เรามีมือถือติดตัว ทำให้ความต้องการนาฬิกาข้อมือที่ฟังก์ชันเยอะๆนั้นแทบหายไปเลยครับ นาฬิกาข้อมือมันคงกลายเป็นเรื่อง fashion มากขึ้น (มั้ง)

ขอบคุณป๊าอีกครั้งที่สละเวลาจัดทริปนี้ให้ครับ และขอบคุณป๊ากับม๊าที่สนับสนุน Budget ในการเดินทางนี้ให้ แฮ่ : P

Life ,

ทำงานสัปดาห์แรก

5. April 2009

ทำงานที่ Thomson Reuters หรือ “รอยเตอร์” นี่แหละครับ อยู่ที่ตึกอื้อจือเหลียง หรือที่รุ่นพี่บางคนชอบเรียกว่า “อื้อ จือ เหลียง คอมพานี” มีสหายร่วมทีมเข้าไปด้วยมากมายครับ ตั้งแต่ ต้น ต้น แจ๋ พี่โอ้ต ท็อป โตโต้ เป้เฮด แล้วก็ เบิร์ดเด็ก แต่ทว่าแต่ละคนก็ย้ายไปตามแผนกของตัวเอง แผนกของต้นก็ไปกันตั้งหลายคนแน่ะ ส่วนแผนก แจ๋ ผม โตโต้ ก็เป็นน้องใหม่ที่เข้าไปคนเดียว

ได้ทำงานในตำแหน่ง Support Consultant ตั้งชื่อหรูมาก เวลามีคนมาถามว่าทำอะไรผมก็มักจะตอบว่านั่งตอบเมล์ครับ =_=’ เพิ่งคิดได้ว่ามันคง Impact พวกพี่ๆที่ทีมมิใช่น้อยเหมือนกัน ดังนั้น ขอเล่าให้ฟังนิดนึงดีกว่าว่างานมันเป็นยังไงกันแน่

งานมันเริ่มจากการที่ลูกค้าส่ง Ticket เข้ามาครับ ซึ่งก็จะถูกส่งแยกย่อยเข้าไปในทีมย่อยของ Support อีกรอบนึง เช่น ลูกค้าที่ใช้ API ชุดนี้ ก็จะติดต่อกับ Support ที่ดูแล API ชุดนี้ เป็นต้น

Ticket ก็จะระบุรายละเอียดไว้ในรูปแบบค่อนข้างชัดเจนครับ ว่าปัญหาคืออะไร ต้องการอะไรจาก Support พร้อมแนบโค้ดที่สำหรับใช้ Reproduce ปัญหามาด้วย หรือถ้าเลวร้ายหน่อยเราก็ต้องดูรายละเอียด แล้วหาวิธี Reproduce เอง ไอ่คำว่า Reproduce นี่หมายถึงการทำให้ปัญหาแบบเดียวกับที่เกิดที่เครื่องลูกค้า มาเกิดขึ้นที่เครื่องของเราครับ จะได้สามารถแก้ปัญหาให้ได้ แต่ถ้า Reproduce ไม่ได้ คือทำงานที่เครื่องลูกค้ามีปัญหา แต่ทำงานที่เครื่องเราได้ปกติ ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับ Environment บางอย่าง เช่น version หรือ config file หรือ วันเวลา หรือแม้กระทั่ง hardware ที่ใช้ครับ (64 หรือ 32 บิต ก็เป็น concern)

พอเราแก้ปัญหาได้แล้วก็ต้องส่งเมล์ตอบกลับไป ลูกค้าอาจจะพอใจ และ OK กับการแก้ไข หรืออาจจะไม่พอใจเพราะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ได้ ก็ต้องดูกันต่อไป หรือบางครั้งเราอาจจะต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งก็ต้องพิจารณาให้ดีในการขอแต่ละครั้งว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้าง ติดต่อบ่อยๆจนมากเกินไปก็คงไม่ดี

จากการได้เข้าร่วมประชุมกับพวกพี่ๆเค้าหนึ่งครั้ง (ซึ่งฟัง Jargon ภายในรู้เรื่องแค่บางตัวตลอด 2 ชม.) ก็พอจะทราบว่าปัญหามันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนแก้บั๊กให้เพื่อนนัก +_+ การประชุมก็จะเป็นการสรุปเคสที่ทำไปในหนึ่งสัปดาห์ และช่วยกันออกความคิดเห็นเรื่องเคสที่ยังไม่เสร็จสิ้น หรือยังแก้ไม่ได้ เป็นการช่วยกัน Brainstorm แอบหวั่นๆเหมือนกันว่าพอทำงานจริงผมจะไหวรึเปล่า หรือจะหลุดวงโคจรรอยเตอร์ T_T ดังนั้นสรุปว่างานนี้นอกจากจะเน้น Technical Skill แบบกว้างๆแล้ว Analytical Skill และ Experience ก็สำคัญเช่นกัน

กลับมาเล่าเรื่องต่อจริงๆแล้วช่วงนี้ก็ยังคงเป็นการ Training อยู่ครับ แต่มีวันศุกร์ที่ผ่านมานีแหละที่ว่างเลยได้ไปนั่งที่แผนก พี่ๆก็ใจดีครับ โดยเฉพาะพี่ตุนที่นั่งข้างๆกับพี่โอ้ต ช่วยแนะนำสั่งสอนช่วยเหลือหลายอย่างมาก ^ ^

การเทรนสองวันที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องภายในบ.ทั่วๆไป เช่น Policy ในการลงโปรแกรม หรือเรื่องสวัสดิการจากทาง HR โปรแกรมเทรนนิงพิเศษ การสนับสนุนค่าสอบ cert เป็นต้น ที่ผมรู้สึกว่าน่าตื่นเต้นที่สุดคงเป็นการสอบ IKM TeckCheck นี่แหละครับ เป็นการสอบวัดคะแนน Skill ในแต่ละหมวด (C++/C#/Java/Unix/Network) ว่าเป็นยังไง คะแนนก็จะถูกส่งไปที่ manager ด้วยแต่ก็จะไม่มีผลกับการคิด Performance หรืออะไรใดๆทั้งสิ้น โดยคะแนนที่ได้มาจะบอก ranking เทียบกับคนที่สอบเทสต์ตัวนี้ทั้งหมด เป็น percentile ก็น่าสนุกดีครับ พี่ที่พูดเรื่องนี้ให้ฟังเล่าว่ามีคนที่ได้ percentile 100 ในรอยเตอร์ก็หลายคนอยู่ คิดว่าคงไม่เตรียมตัวอะไรไปเพิ่มเติมจริงจังนัก เพราะยังสอบได้อีกหลายครั้ง

วันศุกร์ตอนเย็นก็ไปงานบานเนียร์ที่จัดโดยน้องๆพร้อมกัน หลังจากฟังเพื่อนๆ Dev คุยกันเรื่องงานในแผนกของตัวเองแล้วก็อดตื่นเต้นไม่ได้เพราะงานมันดูน่าทำเหลือเกิน แต่งานสาย Support เท่าที่ดูลาดเลามามันก็ท้าทายตัวเองมากเหมือนกัน อาหารในงานบายเนียร์อร่อยดีครับ ต้องขอบคุณน้องๆ CP33 และ CP34 ที่อุตส่าห์จัดงานให้ทั้งๆที่ช่วงนี้ยังต้องฝึกงานกันอยู่ T_T พบปะเพื่อนๆมากมายครับ พวกที่เริ่มทำงานแล้วก็ใส่ชุดมนุษย์เงินเดือนมางาน กิจกรรมน้องๆก็เยี่ยมครับ ต้องแอบขอโทษแทนพวกที่ไม่สนใจนิดนึงตอนใกล้ๆปิดงาน รู้สึกเสียงดังกันเหลือเกิน

สรุปว่า ชีวิตก็ยัง Happy ดีครับ หวังว่าจะรู้จักพี่ในทีมให้ได้มากขึ้นในเร็ววัน และเริ่มใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือน Level 1 ได้อย่างอยู่ตัวซักทีครับ :)

Life ,