2 เดือนในตลาด

by m3rLinEz 7. November 2009 13:06

เผลอๆผ่านมาจะครบสองเดือนแล้วตั้งแต่เริ่มเข้าไปซื้อขายหุ้นใน SET ~

ผมสารภาพว่าก่อนหน้านี้ เวลาดูข่าวทีวี (เอ๊ะ .. ดูทีวีด้วยเหรอ) ช่วงที่เค้าบอกว่าวันนี้ดัชนีตกไปกี่จุดๆ จะเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อสำหรับผมมากก (พูดเรื่องอะไรกันวะ) แต่หลังจากเริ่มทำงานที่บริษัทก็เลยรู้ว่า product ของ Thomson Reuters มันเกี่ยวกับ Financial Market ล้วนๆเลยนี่หว่า (ก่อนสัมภาษณ์เข้าทีไม่กี่วันยังคิดอยู่เลย ว่านี่จะเข้ามาเป็นลูกจ้างนักข่าว เขียนโปรแกรมตามสั่งให้รึเปล่าวะ 555+) ก็เลยเริ่มสนใจขึ้นมามาก ประกอบกับวัยเพิ่งเริ่มทำงาน ภาระอะไรก็ไม่มี ยังรับความเสี่ยงสูงๆได้อยู่ น่าจะใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าหน่อย

เคยคุยกับพี่ที่ทีม เค้าบอกว่าเค้าเริ่มซื้อๆขายๆตั้งแต่ ปี 2 … จะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ถ้าพี่เค้าไม่ได้อายุมากกว่าผมประมาณ 6 ปี = =’ ผมก็แอบรู้สึกว่าตัวเองเริ่มช้าไปนิดนึง จริงๆเรื่องนี้อาจจะแล้วแต่คน แต่ผมคิดว่าวันนึงเราคงหลีกเลี่ยงการรู้จัก “ตลาด” ไม่ได้ เริ่มรู้จักตลาดเร็วๆก็น่าจะดีกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากเริ่มซะตั้งแต่เรียนมหาลัยนี่หละ เหมาะที่สุดแล้ว

โชคดีอีกอย่างคือที่บ้านก็ไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินไปโยนไว้ใน Market แต่อย่างใด และยังให้คำแนะนำที่ดีได้ ผมคุยกับเพื่อนหลายๆคน บางบ้านจะไม่สนับสนุนให้ “เล่นหุ้น” มาก ช่วงสองเดือนนี้ก็ได้คำแนะนำจากป๊าตลอด และก็จากพี่ๆที่ทีมบ้าง เจอเหตุการณ์สำคัญไปสองครั้ง

  1. อย่างแรก ซื้อหุ้นน้ำผลไม้ของ TIPCO แล้ว (มารู้ตอนหลังว่ามันบังเอิญมากก) ราคามันขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ขายทิ้ง ถือเป็น impression ที่สุดยอดมากสำหรับมือใหม่ ทำให้ view ผมตอนนั้นโคด optimistic เลย (ถ้าเงินมันหาง่ายขนาดนั้น คงมีคนนอนจิ้มๆคีย์บอร์ดอยู่บ้านมากมาย =_=’)
  2. อย่างที่สอง ตอนมีข่าวทุบตลาด แล้วดัชนีร่วงติดกัน 2-3 วัน ช่วงนั้นหุ้นที่ซื้อมาแทบทุกตัวราคาตกระนาว ก็ได้เรียนรู้กันไปหลายอย่าง ทำลายความ optimistic ลงไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้รู้สึกว่าต้องระมัดระวังขึ้นมาก

 

Technical Analysis และ Value Investing

วิธีการทำเงินในตลาดมันเข้าใจง่ายมากครับ ก็คือซื้อมาแล้วก็ขายออกไปให้แพงกว่า! แต่ปัญหาคือ แล้วจะซื้อตอนไหนและขายตอนไหนน่ะสิ ???

มี “แนวคิด” สองอย่างที่ใครๆในตลาดก็รู้จัก คือเรื่องของ Technical Analysis และ Value Investing (VI)

อย่างแรกมีความหมายตามชื่อ คือ Technical Analysis นั้น จะสนใจข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าเป็นหลัก คือ ราคา ปริมาณการซื้อขาย แล้วพยายามทำนายอนาคต มีเครื่องมือที่สำคัญคือ indicator ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการเอาข้อมูลที่เห็นตรงหน้า (ราคา เปิด ปิด สูงสุด ต่ำสุด ซื้อขายล่าสุด ปริมาณ) ไปผ่านการคำนวณอะไรบางอย่าง แล้วเอามาแสดงอีกรอบ เท่านั้นเอง หลังจากเราเห็นข้อมูลพวกนี้ก็สามารถมองหา Signal (สัญญาณ) ได้ สัญญาณที่บอกว่าราคากำลังจะขึ้นเรียกว่า Bullish Signal (กระทิง) ในขณะที่สัญญาณที่บอกว่าราคาจะตกเรียกว่า Bearish Signal (หมี)

Indicator ก็แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ที่เห็นพูดถึงกันบ่อยก็คือ MACD ที่เป็น indicator ประเภท trend following นั่นคือมันจะทำงานได้ดีเวลา “แนวโน้ม” ราคามัน “ขึ้น” หรือว่า “ลง” อย่างชัดเจน และจะทำงานได้แย่มากถ้าราคามันแกว่งไปมาแบบไม่มี trend หรือรูปแบบ Whipsaw ส่วนอีกตัวที่พูดถึงบ่อยเช่นกันคือ Relative Strength Index (RSI) เป็น Indicator ประเภท momentum คือบอกว่าตอนนี้มีการซื้อหรือขายมากเกินไปรึยัง (over-bought, over-sold) ถ้ามากเกินไปแล้วก็อาจจะถึงเวลาที่ราคาจะกลับตัว

อย่างที่สอง คือ Value Investing เป็นแนวคิดที่ริเริ่มสอนโดย Benjamin Graham ซึ่งปรากฎว่า ศิษย์เอกของอาจารย์คนนี้ “รวยแหลก” แทบทุกคน หนึ่งในนั้นรวมถึงนักลงทุนที่ขึ้นชื่อว่าประสบความสำเร็จที่สุดในโลก คือ Warren Buffett ด้วย เนื่องจากว่ามือใหม่อย่างผมเป็นพวกที่ incline ไปทาง TA มากกว่า เลยรู้แนวคิดของ VI แค่นิดหน่อย คือการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนของ VI นั้นมักจะใช้ข้อมูลที่เป็น Reference Data คือเป็นประวัติการจ่ายปันผลของบริษัท ทรัพย์สินของบริษัทเป็นยังไงบ้าง ราคานี้เหมาะสมแล้วหรือเปล่า? คำพูดที่จะได้ยินบ่อยๆจาก VI คือ “ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก ควรซื้อ” หรือ “ราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็นมากแล้ว ควรขาย” ตัวอย่างหุ้นที่ “น่าซื้อ” สำหรับคนกลุ่มนี้ เช่น หุ้นที่ราคาหุ้นนั้น ต่ำกว่าทรัพย์สินที่บริษัทมีทั้งหมดเสียอีก แบบนี้ก็จะถือว่าราคามันต่ำกว่าความเป็นจริง และเชื่อว่าวันนึงราคาก็จะ (ขึ้นมา) reflect เรื่องนี้ในที่สุด พวกนี้ส่วนใหญ่จะถือยาว คือ buy-and-hold ซื้อไว้แล้วก็เฝ้าดูห่างๆก็พอ ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอรอดูจุดกลับตัวเหมือนพวก TA

เรื่องแปลกๆที่ผมสังเกตเห็น คือ VI กับ TA จะแบ่งก๊กกันชัดเจน และมักจะมี argument ให้เห็นบ่อยๆว่าแบบไหนทำเงินได้ดีกว่า ข้ออ้างอย่างนึงที่มักจะเห็นบ่อยๆคือ VI ดีกว่าเพราะว่านักลงทุนที่รวยที่สุดเป็น VI พันธุ์แท้! .. อันนี้ก็เหมือนกับการอ้างว่า ถ้าอยากรวยไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะ Bill Gates ก็ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย

การแบ่งก๊กระหว่าง VI กับ TA ทำให้ผมคิดถึงตัวเอง รวมถึงพวก “C++ หัวแข็ง” “Microsoft หัวแข็ง” “Linux หัวแข็ง” หลายๆคน ผมว่าการมี “ศาสนา” พวกนี้ทำให้เราพลาดอะไรดีๆไปหลายอย่าง

คำแนะนำสำหรับคนอยากเริ่ม

ทุกวันนี้ตามพันทิบหรือพวกบลอกต่างๆมันมีเนื้อหาสำหรับคนอยากเริ่มต้นมากมายครับ หนึ่งในนั้นที่ผมอ่านแล้วรู้สึกกระชับ สั้น ได้ใจความ คือกระทู้นักลงทุนมือใหม่ ของ คุณ red_devil น่าจะเป็น pointer ที่ดีสำหรับการไปหาอะไรอ่านต่อเอง

หลังจากนั้นก็ต้องเปิดบัญชีซื้อกับโบรคเกอร์ เนื่องจากว่าเราเข้าไปซื้อๆขายๆในตลาดเองไม่ได้ ต้องมี middle-man หรือนายหน้าพวกนี้จัดการให้ โดยเค้าก็จะมีการคิดค่าดำเนินการนิดหน่อย (Commission) เช่น ถ้าซื้อหุ้นราคา 1 บาท จำนวน 1000 หุ้น แบบนี้เราจะต้องจ่ายค่าดำเนินการเพิ่ม 1.5 บาท เป็นต้น รวมเงินที่ต้องจ่ายเป็น 1001.5 บาท

มือใหม่รายย่อยอย่างเราๆก็น่าจะเปิดเป็นแบบ internet trading (อีกแบบคือใช้โทรศัพท์โทรไปหาเจ้าหน้าที่การตลาด หรือเรียกสั้นๆว่า “มาร์” มาจาก marketing) แล้วก็เปิดเป็นบัญชีแบบ Cash Balance คือต้องโอนเงินเข้าไปก่อนจึงจะซื้อหุ้นได้ (เหมือนโทรศัพท์มือถือ Pre-paid) ซึ่งน่าจะปลอดภัยมากกว่า ส่วนบัญชีอีกแบบจะให้ซื้อได้ก่อน แล้วค่อยเช็คบิลทีหลัง

ตอนนี้ก็มีโบรคอยู่หลายๆที่ วิธีเลือกง่ายๆสำหรับมือใหม่คือเลือกโบรคที่ “ไม่คิดค่า commission ขั้นต่ำ” ณ เวลาที่ผมเขียนนี่ค่า commission อยู่ที่ 0.15% หมายถึงถ้าซื้อขาย 100 บาท จะเป็นค่าคอม 0.15 บาท แต่ถ้าหากมีค่าคอมขั้นต่ำ 50 บาท (สมมติ) หลังคำนวณค่าคอมแล้วได้แค่ 0.15 บาทก็จะต้องจ่าย 50 บาทเต็มๆ

อีกอย่างที่ต้องดูคือโปรแกรมสำหรับดูราคาแบบ Real-time ของโบรคมันใช้ได้กับคอมพิวเตอร์ของเรารึเปล่า หลายๆที่ใช้ technology พวก ActiveX นั่นหมายถึงต้องใช้ Windows และ IE เท่านั้นจึงจะใช้ได้ บางที่เช่นที่ผมใช้อยู่ก็จะมีส่วนที่เป็น HTML ธรรมดาให้ใช้เหมือนกัน (สำหรับ Firefox และพวก PDA) ใช้ดูราคา ส่งคำสั่งซื้อขายได้ แต่มันจะไม่ real-time เท่านั้นเอง

ตอนที่ผมเลือกโบรคที่เจ้าที่สนใจอยู่สองที่ คือ KTZmico และ Kim Eng (ไม่ได้ค่าโฆษณานะ) สุดท้ายผมเลือก Kim Eng ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือชื่อโดเมนมันพิมพ์ง่ายกว่ามาก! สนนค่าเปิดพอร์ตอยู่ที่ 30 บาทถ้วน ถ้าใครอยากเริ่มผมแนะนำให้เริ่มเตรียมเอกสารเปิดไว้เลย เพราะหลังเปิดแล้วจะช่วยให้ Active ขึ้นมาก

Hope this helps

Tags: , , Category: General

Comments (5) -

blueflame
blueflame
11/7/2009 10:29:02 PM #

Product ของ Thomson Reuters มีนอกเหนือจาก Finance ด้วยไม่ใช่เหรอคะ? ได้ยินว่ามีเกี่ยวกะพวก Law, Science ด้วย (อ้างอิงจาก Mr. Depaty)

ปล. ขอต๊ะขยายความประชาธิปไตยก่อนนะคะ แอมเพิ่งได้หนังสือที่น่าสนใจมาเกี่ยวพัฒนาการทางด้านความเชื่อ/ความคิด/ปรัชญาของมนุษย์มาค่ะ

Drewz
Drewz
11/8/2009 6:09:33 AM #

อ่านแล้วอยากรู้เพิ่มขี้นมาทันใด ;)


มันอาจจะเป็นรายได้เสริมในอนาคตได้ (ละมั้ง)

hybridknight
hybridknight
11/10/2009 8:19:21 PM #

สวัสดีพี่แมงเม่าคนใหม่

ผมเคยบ้าอยู่ช่วงนึงตอนปีสอง หาหนังสือเกี่ยวกับหุ้นมาอ่าน
จนเอามาเขียนเกมเป็นโปรเจก Progmeth

ตอนนี้หันมาสนใจ Marketing แทนแล้ว -*-

Golfy
Golfy
11/22/2009 5:18:28 PM #

โอ้ว ขอบคุณมากแก๊นกำลังสนใจอยู่พอดี
ยังไม่รู้ว่าจะซื้อกองทุนรวม หรือซื้อหุ้นดีหว่า ?

PoP JeDi
PoP JeDi
8/31/2010 1:45:38 PM #

VI พันธุ์แท้แบบเบน เกรแฮมนั้น ปัจจุบันเหลือน้อย

เพราะแม้แต่ warren buffet เองก็ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกับของเกรแฮม


เกรแฮมชอบ "หุ้นก้นบุหรี่" คือราคาถูกมากเมื่อเทียบกับ
สิ่งที่บริษัทสามารถปลดปล่อยออกมาให้ผู้ถือหุ้นได้
พูดง่ายๆ เกรแฮมสนใจว่าถ้าบริษัทเจ๊งแล้ว เมื่อบริษัทชำระหนี้เจ้าหนี้หมด
ยังต้องมีเงินเหลือให้ผู้ถือหุ้นอยู่ในปริมาณมากพอ เรียกว่า MOS (Margin of Safty)
โดยเกรแฮม กล่าวอีกว่าในระยะสั้นนั้นราคาหุ้นก็เป็นไปตามที่นักลงทุนแต่ละคนคิดว่ามันควรจะเป็น (เรียกนักลงทุนเหล่านี้ว่า "นายตลาด" หรือ MR.Market อันโด่งดัง)

ส่วน warren buffet จะเน้นในคุณค่าของกิจการมากกว่า
เค้ายินดีซื้อกิจการที่ยอดเยี่ยมในราคาที่สูง
มากกว่าจะซื้อกิจการธรรมดาๆ ที่ราคาต่ำ
อย่างไรก็ตามราคาที่เค้าซื้อต้องมี Margin of Safety สูงพอ
แน่นอนว่า buffet จะลงทุนในกิจการที่เค้ารู้จักดีเท่านั้น
อย่างพวกเทคโนโลยี buffet บอกว่าเค้าไม่เข้าใจ เค้าจึงไม่ลงทุน


สรุปง่ายๆ คือหัวใจหลักอย่างหนึ่งของ VI คือ Margin of Safety ครับท่านแก๊น

Add comment




biuquote
  • Comment
  • Preview
Loading






Most comments

khimkhim khimkhim
1 comments
weaw weaw
1 comments
domehuhu domehuhu
1 comments

RecentComments

Comment RSS