คิดว่านี่เป็น milestone ใหญ่ๆอันแรกในชีวิตมนุษย์เงินเดือนครับ นั่นหมายถึงผมทำงานมาครบ life cycle ของมนุษย์เงินเดือนทั่วไปแล้ว คือ
- ตั้ง objectives
- ทำงาน
- ประเมิน performance กับหัวหน้างาน ว่า objectives ที่ตั้งไว้ทำได้ตามนั้นรึเปล่า ได้ระดับไหน
- ได้เงิน fixed bonus ปลายปี
- ได้เงิน performance-based bonus ตอนเมษา
(Your mileage may vary)
ที่ทำงานบรรยากาศดีครับ เพื่อนร่วมงานใจดีทุกคน ส่วนใหญ่จะเป็นพี่ๆ มีตั้งแต่รุ่นพี่ประมาณ 3 ปี จนถึงเพื่อนๆของอาจารย์ (ใหม่ๆ) ที่ภาคคอม 55+ แต่คนนอกมองเข้ามาในทีมอาจจะไม่รู้สึกว่าผมแตกต่างเท่าไหร่ เพราะหน้าแก่นำไปแล้ว T_T (เส้า) เคยไปประชุมกับ QA ทีมอื่น โดนเรียกพี่อีก (อ่าววว งอแง) Issues จากระดับบนในบริษัทไม่ค่อยลงมาถึงระดับผมเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งคงเพราะ management ใน team อันได้แก่ group leaders และ manager แบกรับจัดการให้หมดแล้ว คนงานทำงานได้อย่างค่อนข้างสบายใจ :’)
เรื่องลักษณะงานที่ทำก็เคยเขียนไปบ้างแล้ว สิ่งที่ได้จากการทำงานที่นี่ คงเป็นเรื่องเทือกๆ Incident Management แล้วก็เรื่องของ Customer Support โดยที่คำถามจากลูกค้าหลายครั้งก็ถูกส่งมาในขณะที่เค้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการ develop หรือ test ระบบ ซึ่งอาจจะไม่ร้อนแรงมาก แต่เมื่อไหร่มันมาจาก production environment มันจะเริ่มมีความร้อนขึ้นมาหน่อยๆ - -‘’ ต้องตอบให้เร็วขึ้นและหาต้นเหตุ (root cause) ให้เร็วมากขึ้น ซึ่งเคสแบบนี้ก็มีมาให้ทำเรื่อยๆ งาน specialized technical support แบบนี้มันมีอยู่เฉพาะบริษัทใหญ่ๆที่มีฐานลูกค้าใหญ่ และ “ชัดเจน” เรื่อง support เท่านั้น ดังนั้นมันก็ตามมาด้วยข้อเสียว่า career path ถ้าอยากจะโตในสาย technical มันค่อนข้างจะแคบมากอยู่
ข้อมูลที่ลูกค้าให้มาหลายครั้งมัน complete มากขนาด reproduce issue ยากๆได้แทบจะทันที (เช่น deadlock) แต่บางครั้งข้อมูลที่ได้มามันก็เต็มไปด้วย noise มีทั้งแบบที่โยนมาให้เป็นก้อนใหญ่ๆไม่รู้ว่าส่วนสำคัญอยู่ไหน แบบที่เข้าใจไม่ตรงกันแล้วได้ข้อมูลมาผิด หรือแบบที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเราได้ทันทีต้องรอนาน ต้องใช้กำลังภายในจัดการกับเรื่องพวกนี้บ้างเป็นบางครั้ง ฮึ่มมมม
อีกเรื่องที่ได้ไปเต็มๆคือได้เห็นว่าคนที่เค้าอยากได้ real-time financial data ไปเนี่ยเค้าเอาไปทำอะไรกัน เรื่องนี้ก็ช่วยเพิ่มความสนใจในเรื่อง finance ให้ผมได้ระดับนึงเลยล่ะ >_<’ ตอนนี้แอบสนใจเรื่องแนวๆ Quantitative Finance อยู่หน่อยๆ มันก็เป็นความเชื่อส่วนหนึ่งของผมเลยแหละว่า skill ด้าน software development ของพวกเราวิศวคอมเนี่ย มันจะมีค่ามากที่สุดต่อเมื่อเรารู้เรื่องใน domain อื่นในเชิงลึกคู่กันไปด้วย หลายๆครั้งผมเลยพยายามหาอะไรใหม่ๆทำดูบ้าง
เรื่อง technical ผมยังไม่รู้สึกว่า skill ตัวเองพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทมีอะไรๆที่มันเป็นของภายในให้เรียนรู้เต็มไปหมด ประโยชน์ที่เราจะได้ติดตัวไปจากการศึกษาเรื่องพวกนี้มีแค่ idea และ concept ว่าระบบแบบนี้เค้าสร้างกันขึ้นมาให้ประสบความสำเร็จและขายได้ได้ยังไง ผมรู้จักเทคโนโลยีพวก Low-latency Message Bus ละเอียดขึ้นระดับนึงเลย ส่วนเรื่อง implementation มันก็มีการยอมรับและใช้กันแพร่หลายในบริษัทกลุ่ม financial นั่นแหละ ถ้าเปลี่ยน industry ขึ้นมา ความรู้ในระดับ imlementation พวกนี้ก็อาจจะไม่ได้ใช้เลย
ตั้งแต่ทำงานผมยังไม่เคยเจอปัญหาแบบที่เป็น technical แล้วปวดตับไป 3 วันอะไรแบบนั้นด้วยแหละ >_<’ ความลำบากส่วนใหญ่เป็นเรื่องวิธีการค้นหาข้อมูลมากกว่า ช่วงแรกๆที่ทำงานผมบ่นตลอดเวลาว่าอยากได้ internal google เพราะหาอะไรแทบไม่เจอเร้ยยย วิธีการแก้ปัญหาแบบปกติที่เอา keyword ไป search, เจอบลอก, แล้วแก้ปัญหา ไม่สามารถเอามาใช้ได้ที่นี่ ต้องเปลี่ยนวิธีการมาเป็นการค้นในตัว documentation จริงๆ แล้วก็ต้องทำความเข้าใจกับโค้ด C/C++ ขนาดใหญ่มากที่เราไม่ได้เป็นคนเขียนเอง - -‘’ มันก็เหนื่อยอยู่ แต่พอปรับตัวได้มันก็สนุกและทำให้เรากล้ามากขึ้นที่จะเข้าไปรื้อโค้ดของคนอื่นนะ นอกจากนี้ก็มี flight บังคับให้เรียนรู้เทคโนโลยีเก่าๆเพราะต้อง support บ้าง บางทีผมเห็นเพื่อนๆได้ทำงานที่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ (โดยตัวเนื้องานเอง) ก็มีอิจฉาบ้างนิดหน่อย แต่ที่นี่ก็ยังเปิดโอกาสให้มี internal project เอามาทำได้เรื่อยๆนะ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตนเองของพนักงาน
ทำงานมาครบปีนึงเลยเข้าใจเลยนะ ว่าเวลาไปสมัครเรียนต่อหรือย้ายงานนี่ เวลาเค้า require “ประสบการณ์” นี่ เค้าอยากเห็นอะไร? ผมคิดว่ารวมๆแล้วมันหมายถึง
- มีความสามารถที่เป็น hard skill ในการทำงานตามงานที่กำหนดได้
- เข้าใจเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับการทำงานในบริษัท: career path, โครงสร้างเงินเดือน, การประเมิน performance, โครงสร้างองค์กร
- ได้อยู่ในบรรยากาศการทำงานในบริษัท มีการทำงานร่วมกับคนอื่น เห็นความขัดแย้ง ….. blah balh
โดยรวมๆผมยัง enjoy กับการทำงานครับ พี่ร่วมทีมใจดี ขนมเยอะ ชีวิตราบรื่นจนรู้สึกว่า เฮ้ย สบายไปเปล่าวะ - -‘a (เอ๊ะ! ยังไง) อย่างไรก็ตาม กฎของแก๊น ยังเป็นจริงอยู่ครับ
เลือกได้แค่ 2 อันจาก
- งานสนุก ท้าทาย ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ
- มีเวลาว่าง และมี work-life balance หรือเป็น family man
- จ่ายดีมาก มีตังค์ซื้อของ Apple
ถ้าใครทำให้ตัวเอง “เชื่อ” ได้ว่ามีทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ผมว่าคุณประสบความสำเร็จระดับนึงแล้วครับ ;)
หวังว่าคนอ่านคงได้อะไรไปบ้างครับ (พี่ที่ทีมถ้าหลุดข้ามาอ่านก็อย่าลืมคอมเม็นต์นะ :P) หลักกิโลหน้าคงเป็น “ทำงาน 3 – 4 ปี แรก”
fb360fd6-94e4-4cc1-92bf-61ec3e585e27|1|5.0
Life
career, reuters